สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุในแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ว่า การตัดสินใจยุติข้อยกเว้นดังกล่าวมีขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่า รัฐบาลวอชิงตันจะไม่อนุญาตให้อิหร่าน “ได้รับการบรรเทาทุกข์ทางเศรษฐกิจหรือการเงินในระดับใด ๆ”
แม้คณะผู้แทนอิหร่านประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เสนอว่า รัฐบาลอาจเต็มใจที่จะหารือในบางประเด็น แต่หากเป็นการแก้ไขข้อกังวลเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากโครงการนิวเคลียร์ การหารือดังกล่าว อาจต้องได้รับการพิจารณาก่อน ขณะที่การเจรจาเพื่อ “รื้อถอนโครงการนิวเคลียร์” จะไม่มีวันเกิดขึ้น
The US has revoked Iraq’s sanctions waiver for importing electricity from Iran, worsening the country’s power shortages https://t.co/c2FxhTCmnP pic.twitter.com/QF8SUUsKZI
— Al Jazeera English (@AJEnglish) March 10, 2025
โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงแบกแดด ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอิรัก กล่าวว่า ตั้งแต่ทรัมป์กลับมาในทำเนียบขาวอีกครั้งเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐกลับมาใช้นโยบาย “กดดันอิหร่านขั้นสูงสุด” อีกครั้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อยุติภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่าน ลดโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล และหยุดยั้งไม่ให้อิหร่านสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย
นอกจากนั้น โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ยังเรียกร้องให้อิรัก “เลิกพึ่งพาแหล่งพลังงานจากอิหร่านโดยเร็วที่สุด”
ขณะที่รัฐบาลแบกแดดกล่าวว่า มีการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์แสดงความกังวล ถึงปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของชาวอิรัก 46 ล้านคน รวมถึงความท้าทายในการจัดหาไฟฟ้าช่วงฤดูร้อน อย่างไรก็ดี อิรักยังคงมีทางเลือกหลายประการ รวมถึงเพิ่มการนำเข้าจากตุรกี.
เครดิตภาพ : AFP



