นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ได้ร่วมหารือกับนายดาวจินดา สีหาราด ผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาว และนาย LIU HONG Lao-China Railway Company General Manager ด้านการยกระดับประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าของทั้งสามฝ่าย ระหว่าง รฟท. รัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาว (LNRE) และบริษัทรถไฟลาว-จีน (LCR) เพื่อพัฒนาโครงข่ายขนส่งสินค้าทางรางระหว่างไทย-ลาว-จีน ให้เกิดความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ใช้ในการขนส่ง รวมถึงพัฒนาสถานี และเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างกัน พร้อมทั้งหาแนวทางปรับปรุงกระบวนการส่งต่อสินค้าผ่านแดนระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งสามฝ่ายจะร่วมกันจัดทำแผน และกลไกการบริหารจัดการที่เป็นระบบ เพื่อยกระดับการขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

นายวีริศ กล่าวต่อว่า จากการประชุมครั้งนี้ ทั้งสามฝ่ายได้ร่วมกันหารือถึงแนวทางการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ครอบคลุมเส้นทาง ไทย-ลาว-จีน และมาเลเซีย พร้อมยังได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาในพื้นที่ย่านขนส่งสินค้า (Transshipment Yard) รวมถึงร่วมกันวางแผนรองรับการขนส่งทุเรียนในฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ ยังได้ร่วมหารือเกี่ยวกับแผนการขนส่งสินค้าผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงข่ายการขนส่งสินค้าทางราง อันจะช่วยให้ระบบโลจิสติกส์สามารถขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นายวีริศ กล่าวอีกว่า ในโอกาสนี้ ได้ร่วมศึกษาดูงานที่สถานีขนส่งสินค้าเวียงจันทน์ใต้ และสถานีท่านาแล้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าทางรถไฟระหว่าง ลาว-จีน โดยปริมาณการขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ระหว่างประเทศไทย-ลาว ในปี 2566 มีปริมาณการขนส่งอยู่ที่ 4,040 TEU ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 10,449 TEU ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่เป็นข้าว มอลต์ สินค้าอุปโภคบริโภค ผลไม้ และปุ๋ย โดยการเติบโตดังกล่าว เป็นผลจากการขยายตัวของการค้าระหว่างสองประเทศ อย่างไรก็ตาม รฟท. วางแผนเพิ่มขบวนรถสินค้าในเส้นทางสายตะวันออกเฉียงเหนือ 17 ขบวนบรรทุก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งสินค้า ลดระยะเวลาในการขนส่ง รวมถึงลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้กับภาคธุรกิจที่ส่งออกสินค้าไปยังประเทศลาวและจีนด้วย

นายวีริศ กล่าวด้วยว่า การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางรถไฟระหว่างไทย ลาว และจีน ถือเป็นก้าวสำคัญในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นภาระสำคัญของเกษตรกรไทย ช่วยให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้ โดยเฉพาะในการส่งออกผลผลิตทางการเกษตร อาทิ ทุเรียน มังคุด และแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งการขนส่งทางรถไฟเส้นทางแหลมฉบัง-คุนหมิง จะใช้เวลาเพียง 2-3 วัน เมื่อเทียบกับทางเรือที่ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จึงสามารถลดต้นทุนการขนส่งได้อย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการศุลกากรที่สะดวก สามารถตรวจสอบและติดตามการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขยายตลาดการส่งออกและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม ที่มุ่งขับเคลื่อนให้การขนส่งทางรางเป็นเส้นทางการขนส่งหลักของประเทศ

นายวีริศ กล่าวอีกว่า การหารือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการขนส่งให้ตอบสนองต่อการเติบโตทางการค้าระหว่างประเทศ และเชื่อมโยงโครงข่ายขนส่งสินค้าทางรางระหว่าง ไทย-ลาว-จีน ให้เป็นโครงข่ายโลจิสติกส์ที่ไร้รอยต่อ กระตุ้นการค้า เพิ่มการลงทุน และลดต้นทุนโลจิสติกส์ในภาคธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลางการขนส่งทางรางระดับภูมิภาคอาเซียน.