กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยข้อมูลการส่งออกไทย โดยมูลค่าส่งออกเดือน ก.พ. เติบโต 14.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนที่ 13.6% โดยการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรยังคงขยายตัว ขณะที่การส่งออกไปตลาดหลักต่างขยายตัว ด้านการนำเข้าชะลอตัวลงจากเดือนก่อนมาอยู่ที่ 4.0% ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 1,988.3 ล้านดอลลาร์
“Krungthai COMPASS” ประเมินว่า แม้การส่งออกเดือน ก.พ. ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ส่วนหนึ่งยังคงเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราว เพื่อเลี่ยงผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ การส่งออกของไทยขยายตัวส่วนหนึ่งจากแรงหนุนของการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโต และปัจจัยชั่วคราวตามการเร่งซื้อจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐ (PMI Imports) เดือน ก.พ. อยู่ที่ระดับ 52.6 (จาก 51.1 เมื่อเดือนก่อน) สอดคล้องกับการผลิตโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อภาคการผลิต (Manufacturing PMI) เดือน ก.พ. 2568 อยู่ที่ระดับ 50.6 สูงกว่าเดือนก่อนที่ 50.1
จับตาการประกาศภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในเดือน เม.ย. 2568 โดยสินค้าไทยเสี่ยงต่อการถูกเรียกเก็บ เนื่องจากมีส่วนต่างภาษีและเกินดุลกับสหรัฐมาก เช่น HDD คอมพิวเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ล้อ โซลาร์เซลล์ และเครื่องปรับอากาศ ซึ่งเป็นกลุ่ม TOP-6 ของสินค้าที่เกินดุลสหรัฐ
หากมีการใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ต่อไทยย่อมกระทบการส่งออกของไทยในภาพรวม เนื่องจากสหรัฐ เป็นตลาดสำคัญคิดเป็นสัดส่วน 18.3% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทยในปี 2567 (+13.7% YoY) โดยถือเป็นหนึ่งในประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย
มองต่อไปข้างหน้า ประเมินว่าสงครามการค้า ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญที่จะกระทบต่อการส่งออกไทย โดยในช่วงสงครามการค้ารอบก่อน การส่งออกของไทยเร่งตัวขึ้นก่อนสหรัฐ จะเริ่มใช้มาตรการภาษีกับจีน แต่หลังจากการขึ้นภาษีในเดือน ก.ค. 2561 แล้ว การส่งออกไทยชะลอและหดตัวลง ดังนั้น การส่งออกที่เร่งตัวขณะนี้ อาจเป็นปัจจัยชั่วคราว แต่ในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงที่จะแผ่วลง
ทั้งนี้ ไทยเสี่ยงถูกสหรัฐ ขึ้นภาษีนำเข้าโดยตรง ต่างจากรอบก่อนที่พุ่งเป้าเฉพาะจีน นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากการแย่งตลาดของจีน ตลอดจนการกีดกันและตอบโต้ที่รุนแรงจะฉุดการค้าโลกให้อ่อนแรงลงอีกด้วย
“SCB EIC” ประเมินแนวโน้มส่งออกไทยขยายตัวดีในช่วงครึ่งปีแรก แต่ทั้งปีจะขยายตัวชะลอลงเหลือ 1.6% ผลจากสงครามการค้ากระทบส่งออกช่วงครึ่งปีหลัง โดยมูลค่าการส่งออกเดือน มี.ค. จะยังขยายตัวได้ดี จากอานิสงส์วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้น แนวโน้มการเร่งสั่งซื้อของประเทศคู่ค้าก่อนนโยบายกีดกันการค้าของสหรัฐ การส่งออกทองคำ รวมถึงทองคำในรูปแบบโลหะอื่นไปยังอินเดีย ก่อนรัฐบาลอินเดียจะเริ่มปรับปรุงเกณฑ์ช่องว่างการนำเข้าทองคำ นอกจากนี้ ปัจจัยฐานต่ำเดือน มี.ค. 2567 หดตัวสูง -10.5% จะสนับสนุนการส่งออกในเดือน มี.ค. ปีนี้ได้
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการส่งออกไทยมีแนวโน้มชะลอลงมากในไตรมาส 2 และจะหดตัวในช่วงครึ่งปีหลัง ผลจากการใช้นโยบายกีดกันการค้า การลงทุน และการอพยพและการเคลื่อนย้ายแรงงาน ที่จะเกิดขึ้นกับหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการกีดกันจากสหรัฐ ส่งผลให้เศรษฐกิจและบรรยากาศการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลง รวมถึงผล Front load การเร่งผลิตและส่งออกช่วงปลายปีก่อนและต้นปีนี้จะทยอยหมดลง อานิสงส์วัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ขาขึ้นเริ่มลดลง
นอกจากนี้ ปัจจัยฐานสูงจากช่วงครึ่งหลังของปี 2567 จะกดดันการส่งออกในครึ่งหลังของปี เนื่องจากมูลค่าการส่งออกไทยขยายตัวมากถึง 7.5% และ 10.5% ในไตรมาส 3 และ 4 ของปี 2567 ตามลำดับ เทียบกับครึ่งแรกของปี 2567 ที่ 1.9% (ตัวเลขระบบศุลกากร)
ในภาพรวม SCB EIC ประเมินแนวโน้มมูลค่าส่งออกไทยปี 2568 อยู่ที่ 1.6% (ณ มี.ค. 2568) ต่ำลงจากเดิม 2% (ณ พ.ย. 2567) (ข้อมูลระบบดุลการชำระเงิน) และต่ำกว่าเป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลที่ราว 3-3.5% เนื่องจาก SCB EIC ประเมินว่า ปัจจัยสนับสนุนการส่งออกไทยในไตรมาสแรกส่วนมากเป็นปัจจัยชั่วคราว เช่น การส่งออกทองคำผสมโลหะไปอินเดีย ขณะที่แรงกดดันต่อเศรษฐกิจและการค้าโลก จะเพิ่มขึ้นมากในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะไตรมาส 4



