เมื่อวันที่ 26 มี.ค. รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา และนายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประชุมแถลงข่าวผลการสำรวจการรู้หนังสือของประชากรไทยปี 2568 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา

โดย รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า อัตราการรู้หนังสือถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนระบบการศึกษาของแต่ละประเทศ ทั้งในด้านคุณภาพการศึกษาและการเข้าถึงระบบการศึกษา จึงเป็นตัวชี้วัดที่หน่วยงานทางการศึกษาระดับนานาชาตินิยมใช้จัดอันดับทางการศึกษา โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำเนินการสำรวจการรู้หนังสือของประชากรไทย ปี 2568 โดยพัฒนาแบบสำรวจการอ่านของประชากรที่จัดทำโดยจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ทำการสุ่มตัวอย่างครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 7,429 ตำบล คิดเป็น 225,963 ครัวเรือน หรือคิดเป็นจำนวนประชากร 533,024 คน ผลการสำรวจฯ พบว่า อัตราการไม่รู้หนังสือของประชากรไทยอายุ 15 ปี ขึ้นไป อยู่ที่ 1.17% และอายุ 7 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 1.16% เมื่อพิจารณาในรายจังหวัด พบว่า 51 จังหวัด มีอัตราการไม่รู้หนังสือน้อยกว่า 1% 25 จังหวัด มีอัตราการไม่รู้หนังสือระหว่าง 1–5% และมีเพียงจังหวัดเดียวที่มีอัตราการไม่รู้หนังสือสูงกว่า 10% ซึ่งมีข้อค้นพบที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) ภาวะการลืมหนังสือ การอ่านน้อยลง หรือการถดถอยของทักษะในการอ่านในผู้สูงอายุและกลุ่มผู้ที่ไม่มีงานทำ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นภัยเงียบที่ทำให้คุณภาพการอ่านของคนไทยลดน้อยลง 2) ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการรู้หนังสือมากขึ้น คือ แรงขับจากการต้องการมีงานทำ โดยเฉพาะเขตอุตสาหกรรม 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพในการรู้หนังสือของผู้เรียน พบว่า ความเหลื่อมล้ำระหว่างสถานศึกษาขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เป็นปัจจัยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าฐานะ
ทางเศรษฐกิจของครอบครัว และ 4) สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการรู้หนังสือ และป้องกันภาวะการลืมหนังสือ คือ การกระตุ้นให้เกิดการรวมกลุ่มกันตามความสนใจ และกลุ่มอายุ เช่น ชมรมผู้สูงอายุ จะช่วยให้เกิดพัฒนาตนเองกันระหว่างกลุ่ม

เลขาธิการ สกศ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ข้อเสนอเชิงนโยบาย คือ 1) การสร้าง Active Ageing ผ่านการรู้หนังสืออย่างมีส่วนร่วมจะช่วยทั้งการส่งเสริมสุขภาพ ความมั่นคงในชีวิต และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนสูงวัย 2) การส่งเสริมการรู้หนังสือที่เพิ่มมากขึ้นต้องสร้างสรรค์กิจกรรมส่งเสริมการอ่านตามความสนใจและต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 3) การประยุกต์ใช้ AI รวมทั้งการจัดทำสื่อที่ทันสมัยและน่าสนใจ จะช่วยทำให้ประชากรในทุกช่วงวัยได้มีโอกาสพัฒนาการอ่านได้ดีมากยิ่งขึ้น และ 4) การส่งเสริมให้ประชากร
ที่ว่างงานมีงานทำเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาตนเอง และพัฒนาทักษะการอ่านได้ดีมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ผลการสำรวจการรู้หนังสือของคนไทย จะเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์และสังเคราะห์การพัฒนาการศึกษา เพื่อประกอบการจัดทำแผนและยุทธศาสตร์การศึกษา และยกระดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาของประเทศ รวมถึง สกศ. ได้หารือ UNESCO และส่งผลข้อมูลนี้ซึ่งมีความเป็นปัจจุบันไปใช้ในการจัดอันดับระดับนานาชาติได้อย่างแม่นยำและสะท้อนคุณภาพการศึกษาไทยได้อย่างแท้จริง