หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2568 (ป.พ.พ.) ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรา 1567 (2) การทำโทษบุตร ว่าต้องทำโทษบุตรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนหรือปรับพฤติกรรม โดยต้องไม่เป็นการทารุณกรรมหรือทำร้ายด้วยความรุนแรงต่อร่างกายหรือจิตใจ หรือกระทำโดยมิชอบ มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. ที่ผ่านมา
“ทีมข่าวอาชญากรรม” ขยายความให้เห็นภาพชัด ที่มาที่ไปการแก้ไข และลงโทษแค่ไหนจึงไม่เกินขอบเขต กับ นายรัฐวิชญ์ อริยพัชญ์พล โฆษกศาลยุติธรรม เผยถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายเดิมก่อนมีการแก้ไขว่า เพื่อให้บิดามารดา ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ผู้เยาว์ มีสิทธิในฐานะเป็นผู้ปกครองโดยธรรมชาติในการควบคุม ดูแล คุ้มครอง ป้องกันบุตร เพื่อประโยชน์ของบุตรที่จะเติบโตในอนาคต
โดยสิทธิทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ต้องลงโทษตามสมควร เพื่อประโยชน์ในการว่ากล่าวสั่งสอนบุตรที่ทำผิดให้เป็นคนดี และทำไปเพราะความรัก ความปรารถนาดี
ดังนั้น การลงโทษจึงต้องไม่เป็นการทารุณโหดร้าย และรุนแรงเกินเหตุ หากเป็นการลงโทษรุนแรงเกินไปหรือเพราะอาฆาตโกรธแค้น บิดามารดาอาจมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายหรืออาจถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดในทางแพ่งได้
อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติมาตรา 1567 (2) กำหนดเพียงว่า “ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน” ซึ่งอาจมีความหมายกว้างเกินไป และไม่มีความชัดเจน อีกทั้งถ้อยคำว่า “ตามสมควร” เป็นการเปิดช่องให้ผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถทำโทษบุตรได้ตามอัตวิสัยของผู้ใช้อำนาจปกครอง
โฆษกศาลยุติธรรม ยังเผยถึง การแก้กฎหมายในช่วงเวลานี้มาจากปัจจุบันพบว่าการลงโทษหลายกรณีกลับกลายเป็นการกระทำในลักษณะทารุณกรรมหรือทำร้าย อันส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือจิตใจ เป็นการเฆี่ยนหรือทำโทษด้วยวิธีการอื่นอันเป็นการด้อยค่า ผลกระทบต่อพัฒนาการของบุคคล และไม่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการกระทำผิด หรือพฤติกรรมของบุตรที่จำเป็นต้องว่ากล่าวสั่งสอน
ประกอบกับการปรับแก้ไขสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำโทษบุตรนี้ เป็นการดำเนินการที่คล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคี ข้อเสนอแนะทั่วไป ฉบับที่ 8 (ค.ศ. 2006) หลักการกฎหมายมาตราดังกล่าว เป็นการกำหนดเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่า ต้องไม่เป็นการกระทำทารุณกรรมหรือทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ เพื่อแก้ไขปัญหาไม่ให้มีการกระทำทารุณกรรม การทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ และการทำโทษว่าอย่างไร จึงเป็นที่ยอมรับได้
ทั้งนี้ หากถามว่าเมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ ชาวบ้าน พ่อแม่ ครอบครัว จะไม่สามารถตีบุตรหลานหรือด่าว่าได้แล้วจริงหรือไม่
โฆษกศาลยุติธรรม ชี้แจงว่าความจริงสามารถทำโทษบุตร เพื่อว่ากล่าวสั่งสอนหรือปรับพฤติกรรมได้ แต่ต้องไม่ทารุณกรรม ต้องไม่ทำร้ายด้วยความรุนแรงต่อร่างกาย จิตใจ ต้องไม่ทำด้วยวิธีที่มิชอบ เช่น ทำโทษด้วยการด้อยค่าบุตร ลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การทำโทษต้องไม่ก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บทางกายหรือจิตใจอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นระดับมาตรฐานที่วินิจฉัยตามรู้สึกของวิญญูชนพึงจะรับได้ของแต่ละบุคคล และเจตนาในการลงโทษเป็นไปเพื่อว่ากล่าวอบรมสั่งสอน โดยมีเหตุผลอันสมควรและมีลักษณะการกระทำที่ไม่เกินกว่าเหตุ ทั้งนี้ การพิจารณาเป็นดุลพินิจของศาลในการตีความ โดยคำนึงถึงสุขภาพ อายุ สติปัญญา และความรู้สึกรับผิดชอบเป็นรายกรณีไป
สำหรับคำว่า “กระทำโดยมิชอบ” ภาษาไม่ทางการ หมายความว่า การกระทำที่ต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ ในการดูแลบุตรที่สังคมจะยอมรับได้ ซึ่งมาตรฐานนี้วินิจฉัยตามความรู้สึกของวิญญูชนที่แปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โดยขึ้นอยู่กับสุขภาพ อายุ สติปัญญา และความรู้สึกรับผิดชอบของบุตรแต่ละคน
ยกตัวอย่าง การลงโทษเฆี่ยนตีบุตรอย่างทารุณอยู่ตลอดเวลา การให้บุตรทำงานเสี่ยงอันตรายโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือการยุยงให้บุตรเป็นขโมย และปล่อยปละละเลยไม่เลี้ยงดูบุตร เป็นต้น รวมถึงการด้อยค่าบุตร ลดทอนคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วย
ดังนั้น ทิ้งท้ายว่าหากพบเห็นการละเมิดกฎหมายดังกล่าว ผู้พบสามารถยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ รวมถึงศาลอาจกำหนดมาตรการคุ้มครองตัวผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวได้ตามสมควรและแจ้งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) ให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน






