ทันทีที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ผู้คนพากันแตกตื่นหนีภัยอันตราย นอกจากหลายๆคนจะเกิดตกใจ กลัว เครียดกังวลแล้ว ก็ยังมีคนบางส่วนที่เกิดอาการตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวขั้นรุนแรง หรือที่เรียกว่า “แพนิค”

ภาควิชาจิตเวช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บอกเล่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับโรคแพนิค (Panic Disorder) หรือโรคตื่นตระหนก เป็นโรคทางจิตเวชชนิดหนึ่งที่มีมานาน และพบไม่น้อยเลย แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก แม้กระทั่งเมื่อเป็นโรค ผู้ป่วยหรือคนใกล้ชิด อาจไม่ทราบด้วยว่าอาการที่ผู้ป่วยแสดงออกนั้นเป็นอาการของโรคแพนิค

อาการของโรคแพนิค

-ใจสั่น หัวใจเต้นแรง อึดอัด  แน่นหน้าอก

-หายใจไม่ทันหรือไม่เต็มอิ่ม

-วิงเวียนศีรษะ ท้องไส้ปั่นป่วน

-มือเท้าเย็นชา

-รู้สึกเหมือนจะควบคุมตัวเองไม่ได้  

-รู้สึกกลัว เหมือนกำลังจะตาย หรือจะเป็นบ้า

อาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนเต็มที่ และสงบลงในเวลาประมาณ 10 นาที ขณะที่บางรายอาจนานกว่านั้น แต่มักไม่เกิน 1 ชั่วโมง และจะเป็นซ้ำๆ โดยมีสิ่งกระตุ้นหรือไม่มีก็ได้ แพทย์มักตรวจไม่พบความผิดปกติ  และได้รับการสรุปว่าเป็นอาการเครียดหรือคิดมาก

หากไม่ได้รับการรักษาและอธิบายให้เข้าใจ ผู้ป่วยจะทรมานจากอาการและดำเนินชีวิตประจำวันด้วยความวิตกกังวลตลอดเวลา กลัวว่าจะต้องอยู่ในที่ที่ไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือได้เมื่อมีอาการ จึงทำให้ไม่กล้าอยู่คนเดียว ไม่กล้าไปไหนมาไหนคนเดียว หรือกลัวที่จะทำกิจกรรมบางอย่างหากอาการแพนิคกำเริบขึ้นทันที อาทิ ข้ามสะพานลอย ขึ้นลิฟต์ และอาจพบภาวะอื่นๆตามมา เช่น ภาวะซึมเศร้า จากการมีอาการและไม่ทราบว่าตัวเองเป็นอะไรแน่ กลัวว่าจะตายจากโรค ทำให้ผู้ป่วยเริ่มท้อแท้

สาเหตุของโรคแพนิค

ไม่ทราบแน่ชัดว่าสาเหตุเกิดจากอะไร แต่เชื่อว่ามีหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยทางร่างกายและทางจิตใจ

ทางร่างกาย อาจเกิดจากสมองส่วนควบคุมความกลัวที่เรียกว่า “อะมิกดาลา”  ทำงานผิดปกติ  ดังนั้น เมื่อมีสิ่งกระตุ้นแม้เล็กน้อย ก็จะส่งผลให้เกิดพฤติกรรม ความคิดที่ผิดปกติ และต่อเนื่องไปถึงการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย คล้ายระบบสัญญาณกันขโมยที่ไวเกินดังขึ้นโดยไม่มีขโมยจริงๆ  

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางร่างกายอื่น ๆ เช่น

– กรรมพันธุ์ คนที่มีญาติเป็นโรคแพนิค มีแนวโน้มจะเป็นได้มากกว่าคนที่ไม่มีกรรมพันธุ์

– การใช้สารเสพติด จะไปทำให้สมองทำงานผิดปกติ หรือสารเคมีในสมองเสียสมดุล

– ฮอร์โมนที่ผิดปกติ อาจทำให้สารเคมีในสมองเสียสมดุลได้

ทางจิตใจ มีงานวิจัยยืนยันว่าคนที่เคยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายในชีวิต อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือเสียสมดุลของสารเคมีในสมองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็ก มีโอกาสเป็นโรคแพนิคได้มากกว่า เช่น ถูกทอดทิ้ง  ถูกทำร้ายร่างกาย  ถูกข่มขืน  เป็นต้น อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก

การรักษาโรคแพนิค

ยาที่ใช้รักษามี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1.ยาที่ออกฤทธิ์เร็ว เมื่อเกิดอาการขึ้นมา ให้รีบกินแล้วอาการจะหายทันที เป็นยาที่รู้จักกันในชื่อ ยากล่อมประสาทหรือยาคลายกังวล แต่ถ้ากินยาประเภทนี้ติดต่อกันนานๆ จะเกิดการติดยาและเลิกยาก

2.ยาที่ออกฤทธิ์ช้า จะต้องกินต่อเนื่อง 2-4 สัปดาห์ จึงจะเห็นผล สามารถป้องกันโรคได้ในระยะยาว เพราะยาจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงสารเคมีในสมอง  ยากลุ่มนี้จะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า  แต่จะไม่ทำให้เกิดการติดยาและสามารถหยุดยาได้เมื่อโรคหาย

สำหรับการรักษาด้วยยา ในช่วงแรกๆ แพทย์จะให้ยาทั้ง 2 กลุ่ม คือ เนื่องจากยาที่ออกฤทธิ์ช้านั้น ยังออกฤทธิ์ไม่เต็มที่ จึงต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์เร็วควบคู่กัน และเมื่อยาที่ออกฤทธิ์ช้านั้นได้ผล แพทย์จะให้ลดการกินยาที่ออกฤทธิ์เร็ว

เมื่อผู้ป่วยหายสนิท คือไม่มีอาการเลย มักให้กินยาต่อไปอีก 8-12 เดือน เพื่อป้องกันการกลับมาของอาการ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหยุดยาได้โดยไม่มีอาการกลับมาอีก แต่มีบางรายที่มีอาการอีกเมื่อหยุดยาไปแล้วสักพัก ซึ่งถือเป็นแค่เริ่มต้น รักษาเหมือนเดิม

แต่การรักษาที่ได้ผลดี ควรมีการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน โดยให้ความรู้และพฤติกรรมบำบัด เพื่อปรับแนวคิดและพฤติกรรมของผู้ป่วยด้วย ขณะเดียวกันคนใกล้ชิด ผู้เกี่ยวข้อง หรือทีมแพทย์และพยาบาลควรเข้าใจและให้กำลังใจ อย่าคิดว่าผู้ป่วยแกล้งทำ แล้วอาการแพนิคจะค่อยๆทุเลาลงจนหายในที่สุด

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการแพนิค

1.หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ  และบอกตัวเองว่าอาการไม่อันตราย แค่ทรมาน เดี๋ยวก็หาย

2.พกยาที่แพทย์ให้ติดตัวไว้ กินเมื่ออาการเป็นมาก

3.ฝึกการผ่อนคลายอื่นๆ อาทิ ออกกำลังกาย ทำสมาธิ ทำงานอดิเรกต่างๆ ที่ช่วยให้มีความสุข.