นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของไทยต่อนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกา ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและโลกอย่างมีนัยสำคัญร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ว่า  หอการค้าฯ มีความกังวลมาตรการภาษีของสหรัฐฯ กับทั่วโลก อาจทำให้มีสินค้าจากต่างประเทศทะลักเข้าสู่ตลาดอาเซียนรวมถึงไทย จะสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกของไทยและผู้ประกอบการไทยในทุกระดับต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

ปัจจุบันไทยและทั่วโลกยังคงจำเป็นต้องเฝ้าจับตาการประกาศนโยบายภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ ของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 เมษายน 2568 นี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปยังกลุ่ม 15 ประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลทางการค้าด้วยเป็นหลัก  ซึ่งหอการค้าฯ ยังมีความเป็นห่วงต่อภาพรวมและตัวเลขการค้าของไทยซึ่งได้ดุลการค้าจากสหรัฐสูง ไทยจึงมีความเสี่ยงที่จะถูกขึ้นภาษี เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าลำดับที่ 11 เพื่อป้องกันผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว โดยไทยเองควรพิจารณาเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร และพลังงาน เพื่อลดความกดดันด้านดุลการค้า รวมถึงพิจารณาปฏิรูปโควตาภาษีนำเข้าของไทยกับสหรัฐฯ ให้มีจุดยืนที่เป็นธรรมและสมดุล ในการเจรจากับสหรัฐฯ

หนึ่งในแนวทางที่สำคัญในการลดแรงกดดันทางการค้าจากสหรัฐฯ คือ การเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็นจากสหรัฐฯ ซึ่งจะช่วยให้ไทยมีจุดยืนที่ดีขึ้นในการเจรจาต่อรอง หากพิจารณามูลค่าการค้าเฉพาะหมวดสินค้าเกษตรและอาหารพบว่าไทยเกินดุลสหรัฐฯ เพียง 142,634 ล้านบาท โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกเกษตรอาหารอันดับที่ 11 ของโลกและไทยยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก ดังนั้นปัจจัยสำคัญที่จะเพิ่มผลิตภาพ ให้มากขึ้นได้ คือการนำเข้าวัตถุดิบที่มีคุณภาพและราคาที่เหมาะสม โดยหอการค้าฯ เสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาการนำเข้าสินค้ากลุ่มต่างๆ ที่จะไม่กระทบต่อผู้ค้าและเกษตรกรภายในประเทศของไทย

1.พืชอาหารสัตว์ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเหลือง) ที่ผ่านมาไทยผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และปัจจุบันยังต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน อาจเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและหมอกควัน การเปิดโควตานำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวของไทย จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ (โค สุกร ไก่) ไทยมีต้นทุนวัตถุดิบที่ดีและถูกลง ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกเนื้อสัตว์ไปต่างประเทศดีขึ้น รวมทั้งจะช่วยผู้บริโภคในประเทศในประเภทเนื้อสัตว์ด้วย

2.สินค้าอาหารทะเล เช่น ปลาแซลมอนแช่แข็ง หอยเชลล์ และปลาทูน่าจากเรือชักธงสหรัฐฯ ซึ่งไทยสามารถนำเข้าวัตถุดิบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศ

3.สินค้าประเภทสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์  

4.เครื่องในสัตว์ เพื่อนำมาผลิตและแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง ทำเป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมเพื่อส่งออก

หอการค้าฯ มองว่า นโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะทำให้ห่วงโซ่อุปทาน ของโลกเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ปัจจุบันประเทศจีน เกาหลีและญี่ปุ่น ได้ร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคกันแล้ว อีกทั้งสหภาพยุโรปก็มีแนวโน้มที่จะร่วมมือกับแคนาดาในการเปิดตลาดกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน ดังนั้น ทางหอการค้าฯ เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่รัฐบาลของไทยจำเป็นต้องเร่งเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอฟทีเอไทย-ยุโรป  เอฟทีเอ อาเซียน-แคนาดา รวมถึงการปรับปรุง ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซฟ) ให้สำเร็จภายในปี 2568 นี้ให้ได้ ซึ่งจะทำให้จีดีพีของไทยเติบโตขึ้นได้ไม่ต่ำกว่า1 % รวมทั้งการส่งออกจะโตได้ไม่ต่ำกว่า 10 % จะลดผลกระทบจากนโยบาย Trump Tariff

“หอการค้าฯ ยินดีเป็นอย่างยิ่งและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางรับมือและแก้ไขปัญหาจากผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยภายใต้การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ต่อไป”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หอการค้าไทย หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) และ U.S. Chamber of Commerce ก็จะมีกำหนดการจัดงาน “Thailand – U.S. Trade and Investment Summit 2025” ในวันที่ 19 – 20 พฤษภาคม 2568 นี้ ณ โรงแรม ไฮแอท รีเจ็นซี กรุงเทพฯ เพื่อเสริมความสัมพันธ์อันดีและศักยภาพเศรษฐกิจระหว่างกัน รวมถึงนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ยังมีกำหนดจัดคณะผู้แทนหอการค้าไทย พร้อมกับนักธุรกิจ เดินทางเยือนสหรัฐฯ และเข้าร่วมงาน Select USA 2025 ระหว่างวันที่ 11 – 14 พฤษภาคม 2568 ณ มลรัฐแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกา เพื่อแสวงหาแนวทางและโอกาสในการลงทุนร่วมกันระหว่างสองประเทศด้วย