เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่กลายเป็นไวรัลอยู่ขณะนี้ หลังล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ส.ค. “ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ได้หยิบยกประเด็นร้อนมาวิเคราะห์ผ่านหัวข้อ “ไขข้อสงสัยคนไทย ถ้าไม่ประหารชีวิตจริง แล้วโลกนี้จัดการกับอาชญากรร้ายแรงอย่างไร” พร้อมระบุข้อความว่า “เมื่อเกิดคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญขึ้นในบ้านเรา คำถามแรกที่คนไทยส่วนใหญ่ตั้งขึ้นมาทันที คือ ทำไมผู้ก่อเหตุร้ายแรงถึงไม่ถูกประหารชีวิตจริงๆ จำคุกตลอดชีวิต แต่ติดคุกจริงแค่ 8-12 ปี แล้วปล่อยออกมา สังคมจะปลอดภัยได้อย่างไร แล้วต่างประเทศที่เขาไม่มีโทษประหารชีวิต เขาใช้มาตรการอะไรกักกันไม่ให้คนเหล่านี้กลับมาทำร้ายคนบริสุทธิ์ซ้ำอีก เพื่อตอบคำถามที่คนไทยกำลังคลางแคลงใจ เราต้องเริ่มจากการมองภาพรวมสถานะโทษประหารชีวิต ทั่วโลก แล้วไปดูกลไกที่ประเทศอื่นใช้ควบคุมอาชญากร”


โดยเช็กสถิติทั่วโลก กี่ประเทศยังประหารชีวิต และไทยอยู่ตรงไหน
– ข้อมูลสถิติสากลจาก องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) และ สหประชาชาติ (UN) จัดกลุ่มประเทศทั่วโลกตามสถานะทางกฎหมายและการบังคับใช้จริงออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยสมบูรณ์ (Abolitionist for All Crimes) ประมาณ 112 ประเทศทั่วโลก
-ยกเลิกโทษประหารชีวิตในกฎหมายสำหรับทุกความผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งในยามปกติและยามสงคราม เช่น ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ในสหภาพยุโรป (EU), สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และหลายประเทศในอเมริกาใต้
2. กลุ่มที่ยกเลิกในยามปกติ (Abolitionist for Ordinary Crimes Only) ประมาณ 9 ประเทศทั่วโลก
-ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับคดีอาญาปกติทั่วไป (เช่น ฆาตกรรม, ชิงทรัพย์) แต่ยังคงโทษประหารชีวิตไว้สำหรับความผิดร้ายแรงทางทหารหรือคดีในยามสงคราม เช่น อิสราเอล, บราซิล, ชิลี และเปรู
3. กลุ่มที่ยกเลิกในทางปฏิบัติ (Abolitionist in Practice) ประมาณ 23 ประเทศทั่วโลก (รวมถึงประเทศไทย)
-เป็นกลุ่มประเทศที่ยังมีกฎหมายระบุโทษประหารชีวิตอยู่ แต่ไม่มีการประหารชีวิตเกิดขึ้นจริงติดต่อกันอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป หรือมีนโยบายชะลอการประหารชีวิตอย่างเป็นทางการ เช่น เกาหลีใต้, รัสเซีย, ศรีลังกา รวมถึง ประเทศไทย
4. กลุ่มที่ยังคงบังคับใช้โทษประหารชีวิต (Retentionist Countries) ประมาณ 55 ประเทศทั่วโลก
-กลุ่มประเทศที่ยังคงมีกฎหมายและมีการประหารชีวิตจริง ตามคำพิพากษาของศาลอย่างต่อเนื่อง เช่น จีน, สหรัฐอเมริกา (บางรัฐ), ซาอุดีอาระเบีย, อิหร่าน, สิงคโปร์ และเวียดนาม
นอกจากนี้ ถ้าไม่ประหารชีวิตต่างประเทศมีขั้นตอนจัดการกับคดีร้ายแรงอย่างไร?
เมื่อกว่า 70% ของประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ชะลอการประหารในทางปฏิบัติ เลือกที่จะไม่ประหารชีวิตจริง สิ่งที่สังคมไทยอยากรู้ คือ ต่างประเทศเขาลงโทษและกักกันอย่างไร เพื่อไม่ให้อาชญากรออกมาสร้างภัยคุกคามอีก?
โดยในเชิงยุทธศาสตร์ยุติธรรมสากล ประเทศเหล่านี้ใช้ 4 กลไกหลัก เข้ามาควบคุมและลงโทษอย่างเข้มงวด ดังนี้
1. จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิรับการปล่อยตัวก่อนกำหนด (Life Without Parole – LWOP) ใช้แพร่หลายในสหรัฐอเมริกา (บางรัฐ) และกลุ่มประเทศคอมมอนเวลธ์
-กลไกการทำงาน: ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต และ ตัดสิทธิการขอพักการลงโทษ (Parole) หรือการลดวันต้องโทษอย่างเด็ดขาด
-ผลลัพธ์: ผู้ก่อเหตุจะต้องอยู่ในเรือนจำไปจนเสียชีวิตจริง ๆ เพื่อรับประกันว่าคนร้ายจะไม่สามารถกลับมาสร้างภัยคุกคามแก่สังคมได้อีก 100%
2. การขังเพื่อความปลอดภัยอย่างไม่มีกำหนด (Indefinite Preventive Detention):ใช้ในประเทศแถบยุโรป เช่น เยอรมนี, นอร์เวย์, และสหราชอาณาจักร
กลไกการทำงาน: แม้ผู้ต้องขังจะรับโทษจำคุกครบตามกำหนดเวลาแล้ว แต่ก่อนปล่อยตัว จะต้องผ่านการประเมินโดย “สภาจิตแพทย์และนักอาชญาวิทยา”
ผลลัพธ์: หากประเมินแล้วพบว่าผู้ก่อเหตุยังมีพฤติกรรมอันตรายสูง หรือมีแนวโน้มก่อเหตุซ้ำ รัฐมีอำนาจตามกฎหมายในการ “กักกันไว้ในสถานควบคุมพิเศษต่อ” (Sicherungsverahrung) โดยไม่มีกำหนดเวลา จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าปลอดภัยจริงๆ
3. การบวกโทษสะสมเชิงคณิตศาสตร์ (Consecutive Sentencing):ใช้ในระบบกฎหมายที่กำหนดโทษจำคุกสูงสุดไว้
กลไกการทำงาน: ในประเทศที่ไม่มีโทษจำคุกตลอดชีวิตจริง ศาลจะใช้วิธีพิพากษาลงโทษแยกรายกระทง แล้วนำโทษมารวมกัน
ผลลัพธ์: ผู้ก่อเหตุอาจถูกตัดสินจำคุก 150 ปี หรือ 300 ปี ซึ่งในทางปฏิบัติ แม้จะได้รับการลดโทษตามหลักเกณฑ์ปกติ แต่ระยะเวลาโทษรวมที่เหลือก็สูงเกินกว่าช่วงชีวิตมนุษย์อยู่ดี
4. ระบบคุมขังความมั่นคงสูงสุดและการขังเดี่ยว (Supermax Isolation): การบริหารจัดการภายในเรือนจำสำหรับกลุ่ม Serial Killer และโจรสายอาชีพ
กลไกการทำงาน: แยกขังใน Supermax Prison หรือขังเดี่ยว (Administrative Segregation) ตัดการปฏิสัมพันธ์กับผู้ต้องขังอื่น
ผลลัพธ์: ป้องกันไม่ให้คุกกลายเป็น “โรงเรียนสอนอาชญากร” ที่เกิดการแลกเปลี่ยนเทคนิคการก่อเหตุและอำพรางคดีระหว่างผู้ต้องขัง
อย่างไรก็ตาม “ถอดบทเรียนเชิงยุทธศาสตร์ถึงประเทศไทย เมื่อมองย้อนกลับมาที่ข้อสงสัยของคนไทย จะเห็นว่าปัญหาที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ว่าไทยมีหรือไม่มีโทษประหารชีวิต แต่คือ ช่องโหว่ของระบบการลดโทษ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตแล้วประสบความสำเร็จในการควบคุมอาชญากรรม มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความแน่นอนของบทลงโทษ หากประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่ม ยกเลิกในทางปฏิบัติ (ไม่ประหารจริง) แต่ระบบจำคุกตลอดชีวิตยังคงถูกลดวันต้องโทษจนเหลือติดจริงเพียง 8-12 ปี สังคมย่อมเกิดความกลัวและหมดศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม หากไทยจะไม่ประหารชีวิตจริง รัฐต้องเร่งออกกฎหมาย จำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิได้รับอภัยโทษ และปฏิรูประบบจำแนกผู้ต้องขัง เพื่อให้คนไทยมั่นใจในความปลอดภัยอย่างแท้จริง”
ขอบคุณข้อมูลจาก : ณัฏฐ์ มงคลนาวิน


