เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท รวมถึงเพจชมรมแพทย์ชนบท ระบุสาเหตุที่โรงพยาบาลขาดสภาพคล่องทางการเงินเกิดจากการบริหารงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุข โดยหยิบยกเรื่องการใช้งบประมาณจัดอีเวนต์ต่างๆ เฉพาะปี 2569 พบมีบริษัทเดียวได้งานจำนวนมาก จนเกิดคำถามว่ามีการโยกงบบัตรทอง (UC) คืนกลับกระทรวงฯ บางส่วน และนำมาเป็นเงินบำรุง เพื่อนำมาใช้กรณีนี้หรือไม่ ว่า อย่ามามั่ว ทั้งนี้ ในการประชุมบอร์ด สปสช. ในวันที่ 3 ส.ค.นี้ ตนในฐานะประธานบอร์ด จะสอบถามเรื่องสำคัญ เพราะตนพบตัวเลขงบประมาณของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ให้กับระบบบริการสุขภาพ ปี 2568 ไม่รวมเงินเดือน อยู่ที่ประมาณ 168,296 ล้านบาท ดูแลคนประมาณ 47 ล้านคน เฉลี่ยหัวละ 3,600 บาท ไม่รวมเงินเดือน แต่ฐานข้อมูลการเงินของกระทรวงสาธารณสุข ระบุรายได้ของรพ.ทั่วประเทศที่มาจากงบบัตรทอง (UC) อยู่ที่ประมาณ 107,731 ล้านบาท คิดเป็นแค่ 64 เปอร์เซ็นต์ จากงบประมาณที่ สปสช.ได้มา คำถามคืองบประมาณอีก 60,000 ล้านบาทหายไปไหน หากจัดสรรไปส่วนอื่น มีการจัดสรรอย่างไร จำเป็นมากน้อยแค่ไหน ในสัดส่วนอย่างไร
“วันที่ 3 ส.ค.นี้ ผมจะขอให้ สปสช.ช่วยแยกรายละเอียดว่าเงิน 60,000 ล้านบาทที่รัฐบาลจัดสรรมาให้หายไปไหน ถูกใช้ไปกับอะไร หรือไปอยู่กับ UHosnet หรือ เครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย ซึ่งก็เป็นระบบการให้บริการบ้างไหม คาดว่าคงมีบ้าง แต่จะมากถึง 60,000 ล้านบาทเชียวหรือ” นายพัฒนา กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่างบประมาณไปอยู่ที่กลุ่ม 7 นางฟ้า (7 หน่วยบริการนวัตกรรมที่เชื่อมโยงบริการ) หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า สำหรับปี 2569 กลุ่ม 7 นางฟ้าได้งบประมาณมา 3,600 ล้านบาท 6 เดือนใช้หมด และคณะอนุฯ เสนอให้ใช้งบฯ ลองเทอมแคร์ 1,800 ล้านบาทสำหรับใช้ใน 6 เดือนหลังของปี 2569 ซึ่งจากการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อเดือน ก.ค. พบว่า ใช้เพียงพอ นั่นหมายความว่า ปี 2570 หรือปีหน้า 7 นางฟ้า ควรใช้เงิน 1,800 บาทคูณ 2 คือ ไม่เกิน 3,600 ล้านบาท แต่งบฯ ขาลงของปี 2570 เห็นว่าขอมาเกือบ 5,000 ล้านบาท เพราะฉะนั้นตนจะขอที่ประชุมวันที่ 3 ส.ค.ด้วยว่า จะขอกันงบฯ 1,400 ล้านบาทจาก 5,000 ล้านบาทที่ขอมาก่อน จะได้ประหยัดเงินไว้ ส่วนจะนำไปใช้อะไรต่อไปก็ค่อยว่ากัน
“อย่ามาบอกเลยว่า เอางบฯ ยูซี ไปโปะอีเวนต์ มันไม่ใช่ มันเป็นงบฯ จากเงินบำรุงคือ เงินที่ รพ.สะสมมา ถ้าถามผม ตอนเข้ามาปลายปีที่แล้ว มีนโยบายควิกวินหลายตัว ทั้งหมอพร้อม การใช้ไอที ซึ่งเราเห็นว่าในอนาคตจะช่วยลดภาระ ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ได้มาก ก็พยายามชูประเด็นนี้ ก็ต้องขอบคุณ รพ.ที่สนับสนุนนโยบาย ส่วนงบฯ ก็ต้องบอกจริงๆ ว่า ผมไม่ทราบว่าเขาเอามาจากตรงไหน และก็เป็นเรื่องที่ รพ.จะจัดซื้อจัดจ้าง” รมว.สาธารณสุข กล่าว
นายพัฒนา กล่าวอีกว่า นโยบายวันนั้นก็ดำเนินมาถึงวันนี้ว่า หมอพร้อม แสดงการให้บริการคืนข้อมูลให้ประชาชน รวมทั้งแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้แก่ แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ตามข่าว ก็มีการแสดงข้อมูลที่ตรงกับการรับบริการที่ประชาชนได้รับเหมือนกัน นั่นหมายความว่า หมอพร้อม ทางรัฐ เป๋าตัง เป็นกระดานในการโชว์ว่าเราไปหาหมอเรื่องอะไรบ้าง ถ้ากระดานนี้โชว์อย่างโปร่งใส ก็จะย้อนกลับไปที่หน่วยให้บริการต้นทาง ทั้งโรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และหน่วยให้บริการเอกชน หน่วยให้บริการที่ขึ้นทะเบียนกับ สปสช. ว่า ให้บริการอะไรไป คีย์ทิพย์หรือไม่ การทุจริตหรือเกิดการคีย์ผิดจริงๆ เหมือน กรณี รพ.ใน จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งมันง่ายต่อการตรวจสอบ มันเป็นการเปิดเผยโปร่งใส
ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่ากระแสตอบโต้กระทรวงฯ ตอนนี้เชื่อมโยงเรื่องการเมือง เพื่อไม่ต้องการให้แก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (พ.ร.บ.บัตรทอง) หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า อย่าเบี่ยงประเด็นทำให้เกิดความเข้าใจผิด เรื่องแก้ไข พ.ร.บ.ฯ อะไรที่ควรพัฒนาก็พัฒนา อะไรที่ดีเราก็เก็บไว้ เดี๋ยวจะหาว่าไปสวนหมอหมด ก็ต้องย้อนถามว่าการจัดซื้อจัดจ้าง คุณหมอท่านยังมีเรื่องชุดตรวจ ATK เห็นว่าผลการสอบสวน คณะกรรมการสอบสวนแล้วก็บอกว่า ผิดไม่ใช่หรือ เรื่องแบ่งซื้อแบ่งจ้าง มีการตรวจรับหรือไม่ ทุกคนมีคำถามได้หมด
“ย้ำว่าการพูดเรื่องเงินกันวันนี้หากไม่มีเรื่องทุจริตก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร เพราะเงินนี้ถ้าจัดสรรดีๆ สถานการณ์น่าจะดีขึ้น เพราะโรงพยาบาลปี 2568 ทั้งระบบ น่าจะติดลบประมาณ 12,000-13,000 ล้านบาท โดยเป็นตัวเลขที่เราของบฯ กลาง ดังนั้น เงินที่หายไปเกือบ 60,000 ล้านบาท ถ้าเราจัดสรรให้ดี ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เราก็จะได้เงินกลับมา 12,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อยแล้ว ก็จะช่วยภาระประเทศได้ ดังนั้น คิดว่าหากไม่มีอะไรผิดปกติ การนำมากางแล้วดูว่าเราใส่เงินที่มีจำกัด ไปอยู่ในจุดที่ถูกต้อง น่าจะเป็นตัวที่มีประโยชน์มากกว่า” นายพัฒนา กล่าว
เมื่อถามย้ำว่าเรื่องการใช้เงินบำรุง รพ.ในการจัดอีเวนต์ จะตอบคำถามสังคมได้อย่างไร นายพัฒนา กล่าวว่า ใครบอก ถ้าคนพูดพูดผิดก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะเอาข้อมูลเท็จเข้าสู่คอมพ์หรือไม่ ดังนั้นก็ต้องไปดูว่าเขามีการกล่าวหาว่าทุจริตหรือไม่ ซึ่งตนยืนยันว่าไม่มี ทั้งนี้ใครพูดก็ต้องรับผิดชอบ และขอย้ำว่าเรื่องเงินบำรุง รพ.นั้น ไม่สามารถโยกมาจัดอีเวนต์ได้ เพราะแค่นี้ยังไม่พอเลย ทุกวันนี้ต้องบริหารงบประมาณอื่นมาอุ้มบัตรทองมากกว่า ไม่ใช่แค่ รพ.ในสังกัดกระทรวง ลองไปถาม รพ.สังกัดอื่นๆ อย่างโรงเรียนแพทย์ เอกชนก็ได้รับผลกระทบ
“ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลยจากตรงนี้ โรงเรียนแพทย์ก็เสีย รพ.สาธารณสุขก็เสีย ทุกคนที่เสียออกมาพูดหมดว่าปรับเถอะ แต่กลับมีกลุ่มหนึ่งออกมาพูดว่าดีแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อย่างการจ่ายเงินของ สปสช.มีช่องว่างต้นทุนจริงมาก คำถามคือ สปสช.จ่ายเงินมาให้แต่ละบริการ และ รพ.บอกว่าจ่ายต่ำกว่าต้นทุน สปสช.ก็เถียงว่าไม่ต่ำ ก็คนที่รู้ต้นทุน ก็รู้ว่ามันต่ำ” นายพัฒนา กล่าว
เมื่อถามว่าท่ามกลางรัฐบาลที่เซหลายเรื่อง และมีกระแสข่าวที่ว่าอาจมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) กังวลกระทบต่อการแก้ปัญหาหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า เราจับทุจริต กรณีสอบท้องถิ่นก็จับทุจริต ซึ่งนายกฯ ใส่เต็มเหนี่ยว ตนในฐานะที่อดีตเคยไปตั้งคนหนึ่ง ไม่เคยเข้าไปยุ่ง ก็นำเรียนนายกฯ ว่าทำเต็มที่เลย บอกตำรวจว่า เต็มที่เลย ตนก็ไม่มีอะไร “หมอพร้อม” ไม่ใช่ทุจริต แต่เป็นกระดานที่เปิดออกมาว่ามีอะไรอยู่ใต้พรมไหม มันอาจจะมีหรือไม่มีก็ได้.



