จากกรณี เมื่อวันที่ 19 พ.ค. นายจั๋ง หยาง หรือลีโอ พร้อมพวก ใช้ปืนยิงตำรวจ ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย เหตุเกิดบ้านเลขที่ 113/76 หมู่ที่ 9 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยพนักงานสอบสวน ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ต่อมาวันที่ 16 ส.ค. ศาลจังหวัดพัทยา มีคำสั่งปล่อยตัวผู้ต้องหา เนื่องจากไม่มียื่นฟ้องผู้ต้องหาภายในกําหนดฝากขังครั้งที่ 7 คือวันที่ 12 ส.ค. กระทั่งวันที่ 17 ส.ค. ผู้ต้องหาเดินทางออกนอกประเทศไป ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 พ.ย. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.ภ.2 ชี้แจงข้อเท็จจริงขั้นตอนการทำสำนวนการสอบสวนคดีนี้ ว่า คดีนี้มีปัญหาเรื่องมูลเหตุการเข้าตรวจค้น วัตถุพยานที่ใช้ในการกระทำความผิด เรามีกล้องวงจรปิดทั้งในบ้าน หน้าบ้าน และหลังบ้าน ต้องทำการตรวจเก็บโดยเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เมื่อตรวจเก็บแล้วพนักงานสอบสวน ยังไม่สามารถนำข้อมูลไปใช้การได้ ต้องรอให้ พฐ. ส่งข้อมูลกลับมา เราต้องทำหนังสือไปขอว่าจะใช้ข้อมูลตรงส่วนไหนอย่างไร พนักงานสอบสวนจะเอามาพิสูจน์ดูว่า ใครทำอะไรจุดใด เวลาใด จากนั้นจะเรียกแต่ละบุคคลมาสอบสวนเพื่อนำเข้าสำนวน 

เรื่องอาวุธปืนที่ใช้ในการกระทำผิดก็ต้องส่งตรวจทุกกระบอก และพิสูจน์ให้ได้ว่าหัวกระสุนและปลอกกระสุนที่พบยิงจากปืนกระบอกใด อีกส่วนคือเสื้อเกราะ ระเบิดควัน ที่เป็นเครื่องยุทธภัณฑ์ จะต้องส่งตรวจว่าเป็นเครื่องยุทธภัณฑ์ตามกฎหมายหรือไม่ และยังต้องส่งคัดแยกพยานเอกสารซึ่งเป็นภาษาจีน ซึ่งมีประมาณ 7-8 ลัง ว่าเป็นหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีหรือไม่ ยังมีเรื่องบัตรประจำตัวประชาชนปลอมที่ตรวจยึดได้แยกดำเนินคดีอีกส่วนหนึ่ง และเรื่องการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ตัวบุคคล ได้เก็บดีเอ็นเอบุคคลที่เกี่ยวข้องส่งไปตรวจเปรียบเทียบร่องรอยที่พบในที่เกิดเหตุ รวมถึงต้องสอบสวนพยานทุกคนที่เกี่ยวข้องทางคดีทั้งหมด จะเห็นว่ากระบวนการทั้งหมดไม่สามารถทำให้เสร็จได้ในครั้งเดียว มันไม่ได้เป็นการสอบสวนที่ช้า คดีนี้แม้จะเป็นคดีเกี่ยวกับชีวิตร่างกาย แต่จำเป็นต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะมีผลกระทบหลายด้าน การเอาพยานหลักฐานเข้าสำนวนต้องเป็นไปด้วยความถูกต้อง เพราะฉะนั้นพนักงานสอบสวนไม่ได้ย่อหย่อนหรือทำอะไรชักช้า แต่ต้องดูว่าการเข้าพบพนักงานสอบสวนของแต่ละฝ่าย เขาผัดผ่อนในการเข้าพบพนักงานสอบสวนหรือไม่ อย่างพยานปากสำคัญคือตำรวจที่ถูกยิง ก็ต้องรอให้อาการพ้นขีดอันตรายจึงจะเข้าสอบสวนได้ 

รายละเอียดของพนักงานสอบสวนที่ปรากฎในสำนวนที่ส่งอัยการ จะมีบันทึกเลยว่าแต่ละครั้งที่ขอฝากขังมีความคืบหน้าทางคดีอย่างไร เพราะถ้าตรงนั้นบกพร่องทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีมาตรการดำเนินการอยู่แล้ว แต่พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการทุกอย่างเพื่อให้คดีนี้สามารถทำได้ภายในกำหนดฝากขัง ซึ่งในวันที่ไปส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ พนักงานสอบสวนได้นำไฟล์เอกสาร ผังชาร์จ สรุปภาพรวมไปส่งมอบให้ด้วย สามารถใช้เป็นข้อมูลหลักฐาน โดยที่พนักงานอัยการไม่จำเป็นต้องขึ้นร่างใหม่ทั้งหมด เพื่อให้ระยะเวลาการทำงานรวดเร็วมากขึ้น 

ผู้สื่อข่าวถามถึงสาเหตุที่พนักงานสอบสวนไม่แยกสำนวนคดีพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ต้องหาก่อน ผบช.ภ.2 กล่าวว่า พนักงานสอบสวนทำทุกคดีพร้อมกันทั้งหมด และพยานทุกปากต้องร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน จะแยกทำทีละคดีไม่ได้ หากส่งฟ้องไปก่อนคดีอาจจะขาดช่วง ทำให้พยานหลักฐานที่จะเชื่อมโยงกันมามัดผู้ต้องหาได้แน่นหนาขึ้นถูกลดทอนลง และพนักงานอัยการจะมองไม่เห็นภาพรวมว่าจิ๊กซอว์แต่ละตัวต่อกันอย่างไร และจะเป็นช่องว่างให้ผู้ต้องหานำมาต่อสู้คดี แต่ถ้าเราทำไปทั้งหมดในเวลาพร้อมเพรียงกัน เขาจะมองภาพออกทั้งหมด จึงต้องใช้ระยะเวลาทำเป็นเรื่องเดียวกันให้ได้ ส่วนการฟ้องไม่ทัน ไม่ได้เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาหนีออกนอกประเทศ ซึ่งการที่ทีมทนายได้ยื่นขอศาลขอเพิกถอนเงื่อนไขการเดินทางออกประเทศและศาลได้มีคำสั่งเพิกถอน ทำให้ผู้ต้องหาสามารถเดินทางนอกประเทศได้ เป็นอำนาจของศาล แต่เราต้องมีกระบวนการไปติดตามตัวผู้ต้องหามาส่งฟ้องให้ได้