เมื่อวันที่ 2 เม..68 นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเตรียมพร้อมรับมือนโยบายการค้า และการขึ้นภาษีจากสหรัฐอเมริกา ที่เริ่มประกาศช่วง ตีของเช้าวันที่ 3 เม..ตามเวลาประเทศไทยโดยนายวุฒิไกร กล่าวว่า นับตั้งแต่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงานนโยบายการค้าสหรัฐอเมริกาขึ้นทันที เพื่อร่วมกับภาคเอกชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

ทั้งนี้ ได้ประเมินมาตรการด้านภาษีจากสหรัฐเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่  1.การขึ้นภาษีรายประเทศ 2.การขึ้นภาษีเป็นรายสินค้า 3. การขึ้นภาษีกับกลุ่มประเทศที่มีปัญหายาเสพติด และการอพยพเข้าเมือง 4.การขึ้นภาษีตอบโต้   โดยที่ผ่านมาสหรัฐ ได้ทยอยขึ้นภาษีไปแล้ว ซึ่งที่กระทบกับไทย คือ การขึ้นสินค้ากลุ่มเหล็กและอลูมะเนียม เมื่อ 12 มี..เป็น 25 % ซึ่งไทยได้รับผลกระทบไม่มากเพราะขึ้นภาษีทุกประเทศเท่ากันหมด

แต่สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ คือ การที่สหรัฐขึ้นภาษีกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน วันที่ 3 เม.จาก 0-4.9 %เป็น 25 %  รวมถึงการขึ้นภาษีไทยเพิ่มเติม 2-3 รายการ ได้แก่  สินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ อาจขึ้นเป็น 25 % ผลิตภัณฑ์ยา ไม้และผลิตภัณฑ์จากป่ารวมถึงการขึ้นภาษีตอบโต้สินค้าไทย ที่ไทยเก็บภาษีนำเข้าสูงกว่าสหรัฐฯ อีกหลายรายการ ซึ่งปัจจุบัน ไทยเก็บภาษีนำเข้าสูงกว่าสหรัฐเฉลี่ย 11% ซึ่งหากสหรัฐฯขึ้นภาษีนำเข้าเท่ากับไทยทั้งหมด จะทำให้ไทยเสียหาย 7-8 พันล้านดอลลาร์ ( 2.3-2.7 แสนล้านบาทโดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบ เช่น ข้าว กุ้งแปรรูป ยางล้อรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ 

นายวุฒิไกร กล่าวต่อว่า ไทยได้เตรียมแนวทางการเจรจาไว้แล้ว โดยที่ผ่านมา รมว.พาณิชย์ ได้เดินทางเยือนสหรัฐ เดือนก.และได้พบหารือกับ สส สว  เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอนแนะ รวมถึงติดต่อไปยังรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอเจรจา แต่จะเป็นเมื่อไรขึ้นอยู่กับการตอบกลับของสหรัฐฯ ซึ่งแนวทางเจรจา ไทยอาจปรับลดภาษีนำเข้าและเพิ่มปริมาณนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพื่อลดการเกินดุลการค้า เช่น การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง เนื้อสัตว์ เศษเนื้อ และเครื่องใน  สุรา รวมถึงประสานให้การบินไทยเช่าหรือซื้อเครื่องบินจากสหรัฐฯ ตลอดจนให้ ปตท.นำเข้าพลังงาน เช่นน้ำมันดิบ ปิโตรเคมี ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซธรรมเหลว เพิ่มด้วย

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าไทยคงไม่สามารถลดภาษี หรือนำเข้าเพื่อแก้การดุลการค้า  3-4 หมื่นล้านดอลลาร์ได้ทั้งหมด ดังนั้นจะต้องเจรจาทุกมิตินอกเหนือจากการค้าเพราะไทยสหรัฐเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์มายาวนาน จึงใช้มิติภูมิรัฐศาสตร์ การสนับสนุนให้นักลงทุนไทยเข้าไปลงในสหรัฐเพิ่ม ทั้งอุตสาหกรรมอาหาร และพลังงานจากปัจจุบันนที่มีการลงทุนใน 20 มลรัฐ จ้างงาน 1.1 หมื่นตำแหน่ง  

การลดภาษี และนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มนั้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ไทยผลิตไม่พอและต้องนำเข้าอยู่แล้ว ซึ่งยืนยันว่าแนวทางการการเจรจานั้น รัฐบาลได้คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติส่วนรวม ทั้งประชาชน ผู้ผลิต เกษตรกร ผู้นำเข้าส่งออกด้วยความรอบคอบ และยึดหลักการเน้นผลประโยชน์ร่วมกัน 2 ฝ่าย เพื่อสร้างสมดุลทั้งสองประเทศ

ส่วนข้อกังวลของสหรัฐ เรื่องการสวมสิทธิสินค้าไทยไปสหรัฐ ขณะนี้กรมการค้าต่างประเทศได้ขึ้นบัญชีสินค้าที่เสี่ยงสวมสิทธิประเทศไทยแล้ว 49 รายการ โดยเฉพาะเหล็ก ผลิตภัณฑ์จากจีน นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ 2 แนวทาง คือ ระยะสั้นการสนับสนุนสินเชื่อ ดอกเบี้ยต่ำ และระยะยาวการหาตลาดการค้าใหม่ รวมถึงเจรจาเอทีเอกับประเทศต่าง โดยเฉพาะเอฟทีเอไทยอียู แคนาดา จะเสร็จโดยเร็วแน่นอน