จากประเด็น ตึกเก่า “สาทร ยูนีค ทาวเวอร์” ที่สูงร้าง 49 ชั้น มีข้อพิพาทจากคดีความมากมายหลายอย่าง ในกระบวนการทางกฎหมายที่ฉ้อฉล “ปล้นชาติ” ยึดทรัพย์ภาคเอกชนผ่องถ่ายไปองค์กรข้ามชาติแล้วฟอกทรัพย์กลับเข้ามาในมือกลุ่มทุนสามานย์ที่เป็น deep stage ของประเทศตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว โดยตึกเริ่มสร้างในปี 1990 และหยุดชะงักช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 1997
กระทั่งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุแผ่นดินไหวในประเทศไทยจนตึกอาคารสูงหลายแห่งบ้างก็ทรุดตัว บ้างก็แตกร้าวเสียหาย ในขณะที่ตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ ยังคงตั้งเด่นเป็นสง่า “ไม่สะทกสะท้านธรณีไหว” เพราะโครงสร้างที่แข็งแกร่ง
จึงกลายเป็นประเด็นดังในโซเชียลมีเดีย เปรียบเทียบกับตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ที่ถล่มลงมาในชั่วพริบตา คนเจ็บคนตายนับร้อย
อีกทั้งมีข่าวลือว่าตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ ประกาศขายมูลค่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุดวันนี้ (2 เม.ย.68) ก็มีข่าวลืออีกว่า ตึกดังกล่าวมีเจ้าของใหม่ซื้อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วมูลค่า 4,000 ล้านบาท จนกระทั่งมีผู้มาแย้งผ่านเฟซบุ๊กว่า “ยังไม่การประกาศขาย”
“ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย บอกว่า ตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ ถือเป็นตึกเก่าโครงสร้างเก่าที่ขณะนี้มูลค่าเหลือแค่ราคาที่ดิน และมีโครงสร้างโบราณ เพดานเตี้ยซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการปัจจุบัน ซึ่งหากจะซื้อขายก็สามารถซื้อขายได้ โดยต้องทุบตึกทิ้งแล้วสร้างใหม่ และขอใบอนุญาตโครงการนี้ใหม่ทั้งหมดเนื่องจากได้หมดอายุไปแล้ว
อีกทั้งการขอใบอนุญาตก่อสร้างอาคารใหม่นั้นจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายใหม่ด้วย อาทิ ในเรื่องของทางเข้า-ทางออก การถอยร่นจากถนนใหญ่ เป็นต้น
ประวัติตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์
สาทร ยูนีค ทาวเวอร์ เป็นตึกระฟ้าที่ยังสร้างไม่เสร็จ บนถนนเจริญกรุง ในพื้นที่แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ซึ่งวางแผนไว้ว่าเป็นโครงการอาคารชุดสูง ต้องหยุดชะงักลงในระหว่างวิกฤติการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 โดยในขณะนั้นก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 80% ปัจจุบันอาคารสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ ถือเป็นอาคารร้างที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร และกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักสำรวจเมือง
อาคารแห่งนี้ได้กลายมาเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความท้าทาย และยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกด้วย แม้จะมีการปิดไม่ให้บุคคลใดเข้าถึงตัวอาคาร แต่ก็มีรายงานว่าผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปในตัวอาคารได้ด้วยการให้สินบนกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใต้อาคาร
ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 อาคารแห่งนี้กลับมาเป็นที่พูดถึงกันอีกครั้งหลังจากที่มีการพบศพชายชาวสวีเดนในสภาพแขวนคอ เสียชีวิตบนชั้นที่ 43 โดยสาเหตุการเสียชีวิตนั้นได้มีการยืนยันว่าเป็นการฆ่าตัวตาย ซึ่งทางสำนักข่าวหลายแห่งก็ได้มีการตั้งข้อสงสัยถึงความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัยของอาคารแห่งนี้
ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 นายพรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ ซึ่งได้เข้ามาเป็นหนึ่งสมาชิกบอร์ดบริหารของบริษัทสาทร ยูนีค จำกัด ได้เปิดเผยว่าได้ทำการแจ้งความข้อหาบุกรุกอาคารสถานที่แก่บุคคลทั้งหมด 5 คน ที่ได้โพสต์รูปและคลิปวิดีโอเกี่ยวกับการเข้ามาในอาคารลงบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งในจำนวนนี้ยังรวมไปถึงชาวต่างชาติสองคนที่ได้ทำวิดีโอที่พวกเขาแสดงการวิ่งฟรีรันนิ่งบนตึกแห่งนี้
นายพรรษิษฐ์ได้กล่าวว่าเขาต้องการให้การแจ้งความครั้งนี้เป็นตัวอย่างและหยุดยั้งคนที่จะเข้ามาปีนป่ายบนตึกที่มีความอันตราย และได้ระบุเพิ่มว่าจำนวนผู้เข้ามาในตัวอาคารอย่างผิดกฎหมายนั้นเพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงปีที่ผ่านมาเนื่องจากมีการเผยแพร่เรื่องอาคารแห่งนี้ในโลกออนไลน์กันมากขึ้น โดยในบางสัปดาห์นั้นมีผู้เข้าไปยังตัวอาคารมากกว่าหนึ่งร้อยคน ซึ่งตนก็ไม่สามารถห้ามไม่ให้ยามรับสินบนจากผู้เข้าชมตึกได้เนื่องจากไม่สามารถเฝ้าตึกด้วยตัวเองตลอดทั้งวัน
ต่อมา ในปี พ.ศ. 2560 นายพรรษิษฐ์ได้อนุญาตให้มิวเซียมสยามจัดการสัมมนาที่ตัวอาคาร ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการระลึก 20 ปีของวิกฤติเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังอนุมัติให้ จีดีเอช (GDH) ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นฉากสำคัญในภาพยนตร์สยองขวัญเรื่อง เพื่อน..ที่ระลึก อีกด้วย
นักท่องเที่ยวต่างชาติมักจะรู้จักและเรียกชื่ออาคารแห่งนี้กันว่า “Ghost Tower” และเป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความท้าทายและต้องการถ่ายภาพมุมสูง



