เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 เม.ย. ที่บ้านเลขที่ 221 หมู่ 6 บ.คำสว่าง ต.วังตามัว อ.เมือง จ.นครพนม นายอุไร โอทาตะวงค์ วัย 62 ปี และนางสุดา โอทาตะวงค์ ผู้เป็นพ่อและแม่ของนายบุญรอด โอทาตะวงค์ หรือ หลอด อายุ 33 ปี แรงงานหนุ่มชาวนครพนม ผู้เสียชีวิตจากเหตุอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ จตุจักร กทม. ถล่มลงมาจากเหตุแผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา พร้อมด้วยญาติพี่น้อง ชาวบ้าน และผู้นำชุมชน ได้ร่วมกันเคลื่อนศพนายบุญรอด ไปประกอบพิธีฌาปนกิจ ณ วัดบ้านคำสว่างสามัคคีธรรม ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าของครอบครัวและญาติพี่น้อง โดยมีนายสมศักดิ์ บุญจันทร์ นายอำเภอเมืองนครพนม เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วยตัวแทนจาก มทบ.210 และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จ.นครพนม เข้าร่วมในพิธี

การจากไปของนายบุญรอด สร้างความเสียใจอย่างยิ่งให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้พบร่างของนายบุญรอด เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 30 มีนาคม 2568 ท่ามกลางซากปรักหักพังของอาคาร และหลังจากผ่านการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเรียบร้อยแล้ว ร่างของนายบุญรอดได้เดินทางกลับถึงบ้านเกิดเมื่อเวลา 02.20 น. ของวันที่ 1 เมษายน 2568 และได้มีการตั้งศพบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 2 คืน

อย่างไรก็ตาม ในเหตุการณ์อาคารถล่มครั้งนี้ ยังคงมีแรงงานชาวนครพนมที่ยังสูญหายและไม่พบตัวอีก 2 ราย คือ นายจักรกฤษณ์ ศิลารัก หรือ จักร อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นชาวบ้านคำสว่าง หมู่บ้านเดียวกับนายบุญรอด และ นายเอกชัย อินทรักษ์ หรือ จุ๊ ชาว บ.ดงน้อย อ.ศรีสงคราม ซึ่งนางแต๋ว ยืนนาน อายุ 54 ปี ผู้เป็นแม่ของนายจักรกฤษณ์ ยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้าและเฝ้ารอคอยการกลับมาของลูกชาย แม้จะได้รับข่าวว่ามีการพบสัญญาณชีพของผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารกว่า 70 ราย แต่ก็ยังคงภาวนาให้ลูกชายและแรงงานทุกคนปลอดภัย

ด้านนายภานุวัฒน์ ศรีอ่าง อายุ 28 ปี หัวหน้าชุดคนงานติดตั้งระบบสปริงเกอร์ของอาคาร สตง. ที่ถล่ม ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิต ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุว่า ปกติทีมงานจะขึ้นไปติดตั้งระบบท่อที่ชั้น 18 ถึง 22 ในช่วงเช้า และในช่วงบ่ายจะลงมารวมตัวทำงานที่ชั้น 5 สำหรับนายจักรกฤษณ์ ผู้สูญหาย ก่อนเกิดเหตุได้ขอตัวไปเข้าห้องน้ำที่ชั้น 10 ขณะเกิดเหตุ ตนและทีมงานอีก 15 คน (ไม่รวมนายจักรกฤษณ์) ต่างรีบหนีลงมาจากอาคารทันที หลังจากได้ยินเสียงดังผิดปกติและเกิดแผ่นดินไหวตามมา โดยในขณะที่หลบหนีออกมา นายบุญรอด โคทาตะวงศ์ ผู้เสียชีวิต และนายกิตติพร ได้หลบหนีตามหลังออกมาไม่ทันจึงเสียชีวิต ส่วนนายจักรกฤษณ์ ผู้สูญหาย เชื่อว่าน่าจะพยายามหลบหนีเช่นกัน และมั่นใจว่าจะใช้เส้นทางหนีไฟที่อยู่ใกล้กับบันไดเป็นเส้นทางหลบหนี เนื่องจากเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของอาคาร

พิธีฌาปนกิจนายบุญรอด โอทาตะวงค์ ได้ดำเนินไปด้วยความเศร้าสลดของครอบครัวและผู้ที่มาร่วมงาน โดยทุกคนยังคงหวังว่าจะมีข่าวดีเกี่ยวกับนายจักรกฤษณ์ ศิลารัก และนายเอกชัย อินทรักษ์ ให้ได้ทราบในเร็ววัน