เมื่อวันที่ 5 เม.ย. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า คำถามที่อยู่ในใจประชาชนทั้งประเทศตอนนี้ คือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นแบบนี้นอกจากวิจารณ์แล้ว ประชาชนทำอะไรได้บ้าง คำตอบ คือประชาชนทำอะไรไม่ได้เลย และแม้กระทั่งตัวแทนจากประชาชนโดยตรง อย่างสส. ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะผู้ตรวจเงินแผ่นดินแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และสตง. ในส่วนคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่มาเริ่มจากการสรรหาแล้ว สว.จะเป็นคนโหวตรับรองแต่งตั้ง ส่วนสตง.เป็นข้าราชการที่รับนโยบายจากคณะกรรมการ พูดง่ายๆคือสำนักงานจะทำงานแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับแนวทางที่คณะกรรมการวางให้
น.ส.รักชนก ระบุอีกว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2560 รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง ฉบับคนดีย์ที่มาจากการรัฐประหาร กำหนดให้มีองค์กรอิสระ 5 องค์กร ได้แก่ 1.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต) 2.ผู้ตรวจการแผ่นดิน 3.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 4.คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 5.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้จะแต่งตั้งโดยสว.ซึ่งไม่ได้มีที่มาจากประชาชน และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ให้อำนาจอะไรประชาชนหรือสภาผู้แทนราษฎรสามารถถอดถอนองค์กรอิสระได้เลย ยกเว้นปปช.ที่ถอดถอนได้ผ่านการเข้าชื่อแล้วส่งผ่านไปยังประธานสภาฯ ถ้าถามว่าทำไมถอดถอนองค์กรอิสระไม่ได้ มันเป็นแบบนี้มาตลอดเลยหรือ คำตอบ คือไม่ใช่ เพราะในอดีต รัฐธรรมนูญฉบับคนธรรมดา ฉบับ พ.ศ.2540 และฉบับ พ.ศ.2550 ให้อำนาจประชาชนและ สส.ถอดถอนองค์กรอิสระได้ เช่น ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 สส.จํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 50,000 คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องประธานวุฒิสภา เพื่อให้สว.มีมติถอดถอนบุคคลในองค์กรอิสระออกจากตําแหน่งได้ ขณะที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ให้ประชาชนจำนวน 20,000 คนขึ้นไป และ สส.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของสภาผู้แทนราษฎร สามารถยื่นถอดถอนองค์กรอิสระโดยยื่นประธานวุฒิสภา ส่วนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ไม่ได้ให้อำนาจประชาชน
“แล้วแบบนี้ใครจะเป็นคนตรวจสอบองค์กรอิสระ ถ้าทำงานโหลยโท้ยใครจะจัดการ ก็นั่นน่ะสิ มันถึงเป็นแบบทุกวันนี้ไง มันไม่ใช่แค่สตง. ทุกคนลองนึกดู กกต.จัดเลือกตั้งทุกครั้ง มีทุจริตทุกครั้ง มีเรื่องให้ด่าเต็มไปหมดทั้งความไม่โปร่งใสความไม่เป็นกลาง ทุจริตเอื้อประโยชน์บางกลุ่มกันฉ่ำ ทุกคนซึ้งแก่ใจหมด ถามว่าทำไรกกต.ได้ไหม ก็ไม่ ศาลรัฐธรรมนูญที่ยุบพรรคตัดสิทธิ์คนที่ประชาชนสนับสนุนมาเป็นว่าเล่น เอาแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีลงจากตำแหน่ง ก็ทำมาแล้ว ป.ป.ช.ที่มีประเด็นน่าสงสัยว่าไปคุยอะไรกับประธานสภาฯ ป.ป.ช.ที่จ้องเล่นงานแค่บางพรรคบางคน คดีบางพรรคดองไว้เป็นชาติ ไม่ขยับไม่คืบ แต่คดีของบางพรรคกลับได้ฟาสต์แทร็ค แบบทำงานรวดเร็วฉับไว มีใครทำอะไรองค์กรพวกนี้ได้บ้าง คำตอบคือไม่มี”น.ส.รักชนก ระบุ
น.ส.รักชนก ระบุอีกว่า นักการเมืองก็มีองค์กรที่มาคอยตรวจสอบ ถ้าพบว่าทำผิด ก็ถูกสอยได้ และประชาชนเมื่อเขารู้เช่นเห็นชาติ รอบหน้าเขาก็ไม่เลือกให้กลับมาเป็นอีก รับผิดรับชอบทางการเมืองกันไป แต่องค์กรเหล่านี้อำนาจล้นฟ้า กำหนดทิศทางความเป็นไปของประเทศได้ กลับไม่มีใครใครตรวจสอบ แถมประชาชนทำอะไรไม่ได้เลย ตึกถล่ม เก้าอี้ตัวละแสนฝักบัวอันละหมื่น ข้าราชการทั่วประเทศทำงานแบบอึดอัดโดนจ้องจับผิดเงินหลักสลึง ท้องถิ่นทำบริการที่ก้าวหน้าตอบสนองประชาชนไม่ได้ ทั้งหมดนี้คือปลายบนยอดสุดที่เราเห็น ซึ่งมันงอกมาจากรากฐานที่ความบิดเบี้ยวของกติกาในสังคม แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี ต้องทนอยู่กันแบบนี้ตลอดไปเลยหรือ คนที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด คือรัฐบาลชุดนี้จะเอาอย่างไรกับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันแน่ การจะทำให้องค์กรอิสระเหล่านี้ยึดโยงกับประชาชนได้ ต้องเริ่มคุยกันตั้งแต่ที่มา กลไกการตรวจสอบ ไปจนถึงการถอดถอน
“ต้องย้ำว่าที่มาขององค์กรอิสระที่ทำให้ประเทศเป็นแบบนี้ คือรัฐบาลประยุทธ์ ทุกองค์กรทุกคนถูกสรรหาและถูกเลือกมาโดยสว.ที่ประยุทธ์สั่งซ้ายหันขวาหันได้ แน่นอนกว่าตอนนี้ตัวไม่อยู่แล้ว แต่พิษร้ายที่ทิ้งไว้มันจะกัดกร่อนระบอบประชาธิปไตย และกัดกินประเทศเราให้ถอยหลังลงคลองไปเรื่อยๆ เราจะแก้กันจริงๆจังๆได้หรือยัง นี่คือโอกาสอันดีที่สุดของรัฐบาล เพราะตอนนี้ประชาชนทั้งประเทศเห็นตรงกันว่าต้องแก้ปัญหา แต่ทุกคนไม่รู้ว่ารากที่แท้จริงของมันคืออะไรกันแน่ ทุกคนจึงได้แต่โฟกัสกับยอดภูเขาน้ำแข็ง แต่เราจะแก้แบบลูบหน้าปะจมูกไม่ได้ เพราะสุดท้าย ปัญหาเดิมมันก็จะกลับมากำเริบใหม่อยู่ร่ำไป อยากให้รัฐบาลเพื่อไทยหยิบเอาโอกาสนี้ที่หนองฝีมันกำลังแตก วิกฤตมันสะท้อนให้เห็นแล้วว่ารัฐราชการที่รวมศูนย์และแข็งตัวไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาที่มาอย่างฉับพลันได้ ควรถือเอาโอกาสนี้ยกเครื่องใหญ่ไปเลยทั้งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญและการปฏิรูปรัฐราชการ !”น.ส.รักชนก ระบุ.



