นายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ผลการตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างและคุณภาพของเหล็กที่ใช้ในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงสัญญาที่ 3-1 ซึ่งครอบคลุมงานโยธาบริเวณช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า ระยะทางประมาณ 30 กม. วงเงิน 9,348ล้าน ที่มีบริษัทไชน่า เรลเวย์ฯ เป็นผู้รับเหมาร่วม โดยส่งทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ตรวจสอบความมั่นคงของโครงสร้างอย่างละเอียดแล้วไม่มีรอยแตกร้าวหรือความเสียหายใดๆ โครงสร้างได้รับการออกแบบรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวและการใช้งานตามมาตรฐานที่กำหนด

นอกจากนี้การรถไฟฯ ยังร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากกรมการขนส่งทางราง (ขร.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างเหล็กจากโรงเก็บเหล็กมวกเหล็กและโรงเก็บเหล็กทับกวาง ที่ใช้ก่อสร้างของสัญญา 3-1 (แก่งคอย – กลางดง และช่วงปางอโศก – บันไดม้า)
นำมาทดสอบคุณสมบัติทางวิศวกรรมและมาตรฐานคุณภาพในห้องปฏิบัติการ โดยครอบคลุมการทดสอบในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ค่าความต้านแรงดึงที่จุดคราก (Yield Strength), ค่าความต้านแรงดึงสูงสุด (Tensile Strength), ค่าความยืด (Elongation), การทดสอบการดัดงอ (Bending Test) และส่วนประกอบทางเคมี (Chemical Composition)

ผลการทดสอบเหล็กทุกตัวอย่างมีคุณสมบัติเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดครบถ้วนในทุกด้าน โดยผ่านการทดสอบค่าทางวิศวกรรมและส่วนประกอบทางเคมีตามข้อกำหนดสำหรับวัสดุที่ใช้ในงานก่อสร้างระบบรางอย่างเคร่งครัด ผลการตรวจสอบยืนยันได้ว่า เหล็กที่นำมาใช้ในโครงการมีคุณภาพสูง แข็งแรง และมีความปลอดภัยต่อการใช้งานตามมาตรฐานสากล


นายวีริศ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรถไฟฯ มีมาตรการควบคุมคุณภาพเหล็กอย่างเคร่งครัดในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การผลิตเหล็ก ที่ตรวจสอบตั้งแต่โรงงานเพื่ออนุมัติและรับรองการผลิต เมื่อตรวจสอบโรงงานได้คุณภาพแล้วจึงจะนำเหล็กเข้ามาใช้ในโครงการ นอกจากนี้ ขั้นตอนก่อนใช้งานหลังเหล็กมาถึงหน้างาน ผู้ควบคุมงานจะเก็บตัวอย่างเหล็กไปทดสอบอีกครั้งตามข้อกำหนด หากได้มาตรฐานก็จะนำเหล็กไปใช้งานและเทคอนกรีต ขณะที่ขั้นตอนระหว่างการก่อสร้าง ผู้ควบคุมงานจะตรวจสอบ และควบคุมทุกกระบวนการ เพื่อให้มั่นใจว่าวัสดุที่ใช้ในโครงการมีคุณภาพปลอดภัย เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญา



