รู้หรือไม่ว่า? ปัญหาด้านระบบประสาทและสุขภาพจิตกำลังขยายตัวไปทั่วทุกมุมโลก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมากกว่า 55 ล้านคน และคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นถึงเกือบสามเท่าภายในปี 2050 นอกจากนี้ แนวโน้มการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองก็มีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงเวลาเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้น ในวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุประมาณ 10-20% ยังต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าในช่วงบั้นปลายของชีวิต

แม้ตัวเลขเหล่านี้จะสะท้อนถึงสถานการณ์ที่น่ากังวล ทว่างานวิจัยล่าสุดที่เปิดเผยโดย ‘CNN สหรัฐอเมริกา’ ชี้ให้เห็นว่า ความเสี่ยงของโรคทั้งสามไม่ได้มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว

วิจัยดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Neurology, Neurosurgery, and Psychiatry โดยระบุว่า นอกจากเรื่องของพันธุกรรมแล้ว ยังมีอย่างน้อยอีก 17 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุการเกิดโรคสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะซึมเศร้าในกลุ่มผู้สูงอายุ นั่นหมายความว่า หากเราสามารถจัดการกับปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถลดโอกาสการเกิดโรคทั้งสามชนิดไปพร้อมๆ กันได้

ซึ่งปัจจัยทั้ง 17 ประการ มีด้วยกันดังนี้ 1. ความดันโลหิต, 2. ดัชนีมวลกาย (BMI), 3. โรคไต, 4.ระดับน้ำตาลในเลือด, 5. ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย, 6. การดื่มแอลกอฮอล์, 7. พฤติกรรมการบริโภคอาหาร, 8. การสูญเสียหรือเสื่อมสมรรถภาพการได้ยิน, 9. อาการปวดเรื้อรัง, 10. กิจกรรมทางกาย, 11. เป้าหมายในชีวิต, 12. คุณภาพการนอนหลับ, 13. การสูบบุหรี่, 14. การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม, 15. ความเครียด, 16. กิจกรรมยามว่าง และ 17. อาการซึมเศร้า

นักวิจัยย้ำว่าในบรรดาปัจจัยทั้งหมด ‘ความดันโลหิตสูง’ ถือเป็นปัจจัยที่เสี่ยงที่สุดต่อการเกิด 3 โรคร้ายทางสมอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จะมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นถึงสองเท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่มีความดันโลหิตปกติ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมสูงขึ้น 20% และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 16%

ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า มากกว่า 25% ของคนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นอย่างยิ่งในการเฝ้าระวังและควบคุมปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว

นอกเหนือจากระดับความดันโลหิตแล้ว ยังมีปัจจัยสำอื่นๆ ที่ควรให้ความสำคัญไม่แพ้กัน

  • การสูบบุหรี่ ที่เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นภาวะที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของสมอง นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมอีกด้วย
  • การนอนหลับ มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูและบำรุงรักษาสุขภาพสมอง ผู้สูงอายุควรให้ความสำคัญกับการนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ โดยมีระยะเวลาที่ไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน
  • กิจกรรมทางกาย องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้แนะนำให้ผู้ใหญ่ รวมถึงผู้สูงอายุ มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เนื่องจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมอง ส่งผลดีต่อการทำงานของเซลล์สมองและความสามารถในการเรียนรู้และความจำ
  • ระดับน้ำตาลในเลือด ก็นับว่ามีความสำคัญต่อสุขภาพสมองเช่นกัน การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสามารถทำได้โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และการเลือกรับประทานอาหารที่มีค่าไกลซีมิกต่ำ ซึ่งจะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่และลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อสมอง
  • พฤติกรรมการบริโภคอาหาร การรับประทานอาหารที่หลากหลายและสมดุล โดยเน้นการลดปริมาณโซเดียม ไขมันทรานส์ และน้ำตาล จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพในหลายมิติและส่งผลดีต่อการทำงานของสมองในวัยสูงอายุ การใส่ใจในปัจจัยเหล่านี้ควบคู่ไปกับการดูแลระดับความดันโลหิต จะเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพสมองที่ดีและป้องกันความเสื่อมถอยของสมองในผู้สูงอายุ

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นกว่า 20 ล้านคนภายในปี 2040 ด้วยเหตุนี้ การป้องกันภาวะสมองเสื่อมและปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มผู้สูงอายุจึงเป็นประเด็นสำคัญเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ เพื่อให้การป้องกันภาวะสมองเสื่อมในบริบทของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบสาธารณสุขควรมีบทบาทในการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจวัดความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือดได้อย่างสะดวกและทั่วถึงในระดับชุมชน ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เช่น การออกกำลังกายแบบกลุ่ม นอกจากนี้ การส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง อาทิ การอ่านหนังสือ การฝึกความจำ หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ในวัยสูงอายุ ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม

อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคสมองเสื่อมมิใช่เพียงหน้าที่ของปัจเจกบุคคล หากแต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัว ชุมชน และภาครัฐ เพื่อให้สังคมไทยโดยรวมสามารถดูแลผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ พึงระลึกไว้เสมอว่า ‘สุขภาพสมองไม่ใช่สิ่งที่ควรรอให้เสื่อมแล้วจึงเริ่มดูแล แต่เป็นสิ่งที่ควรดูแลตั้งแต่วันนี้’ เพราะการลงทุนในสุขภาพตนเอง คือการลงทุนในชีวิตที่ยืนยาว