ที่จริงแล้วแต่ละประเทศก็ทราบสัญญาณเตือนตั้งแต่ช่วงที่ Trump หาเสียงกันแล้ว ด้วยนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจอเมริกันด้วยการลดการขาดดุลสินค้านำเข้า และพยายามสร้างฐานการผลิตใหม่ที่อเมริกาเพื่อเพิ่มการจ้างงาน ทั้งนี้เมื่อ Trump ขึ้นรับตำแหน่งก็ได้ประกาศเป็นนโยบาย และบอกวันดีเดย์ชัดเจน มีตัวเลขเปอร์เซ็นต์เป้าหมายออกมาล่วงหน้าหลายเดือน

สัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจมีชัดเจน แถมรู้เวลาสั่นไหวด้วย … แล้วไทยเราเตรียมรับมืออย่างไร… หรือทำเหมือนการรับมือแผ่นดินไหว รอให้เกิดขึ้นก่อน แล้วค่อย ๆ ช่วยกัน ต่างคนต่างทำ ด้วยจิตอาสา

ภาคธุรกิจ ทั้งหอการค้า สภาอุตสาหกรรม บริษัทจดทะเบียน ต่างเตรียมแผนรับมือกันไว้บ้างแล้ว แต่ถ้าไม่มีนโยบายภาครัฐสนับสนุน และไม่มีกองบัญชาการแห่งชาติ ที่มีผู้นำที่เฉลียวฉลาด ฉับไว เข้มแข็ง ประเทศชาติคงจะเสียหายหนัก

ผู้นำประเทศต่าง ๆ เขาทำอะไรกันบ้าง

ผู้นำหลายประเทศตั้งวอร์รูม เศรษฐกิจ รวบรวมบูรณาการข้อมูลการค้า การบริการ ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เขาดูข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ พยากรณ์ผลกระทบที่จะเกิดในอนาคต สำหรับทางเลือกต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการเจรจา และเขารู้ว่าควรจะใช้ใครเจรจาในทางลับ และทางแจ้ง หลายประเทศผู้นำของเขาได้ทำขั้นตอนการเจรจาไปบ้างแล้ว มีข้อเสนอ และข้อแลกเปลี่ยนต่าง ๆ สำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ตามตัวเลขเปอร์เซ็นต์ภาษีที่ Trump ประกาศออกมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว … รัฐบาลไทยให้ข่าวว่า เรายังโทรฯไม่ติดเลย

ทรัมป์สั่งอะไรไปแล้วบ้าง ในสัปดาห์แรกของการคัมแบ๊กทำเนียบขาว | เดลินิวส์

ผู้นำหลายประเทศ ได้เริ่มเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหาวิธีรวมพลังกัน เช่นผู้นำ EU และ OECD เริ่มประสานเป็นพันธมิตรสายยุโรป+ แต่ผู้นำอาเซียนของเรายังไม่ได้รวมตัวกันจริงจรัง ใครเร็วก็ได้เจรจาส่งข้อเสนอของเขาไปแล้ว เช่น เวียดนามเสนอลดกำแพงภาษีเหลือ 0% กัมพูชาลดภาษีนำเข้าลง 5% … ไทยเราบอกว่ากำลังพิจารณาปรับสมดุลการค้าใหม่ และแต่งตั้งคณะทำงาน คงจะใช้วิธีไม่ต่างจากการจัดการแผ่นดินไหว

ผู้นำสิงคโปร์ ได้ทำงานร่วมกับนักธุรกิจของเขามาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ถึงแม้เขาจะโดนเพียง 10% แต่สิ่งที่ผู้นำสิงคโปร์กังวลคือผลกระทบของโลก ที่จะกลับมาสั่นสะเทือนสิงคโปร์ ทำให้เศรษฐกิจของเขาปั่นป่วน ตัวอย่างที่ดีของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ คือการรีบสื่อสารกับประชาชน บอกความจริงถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และกำลังจะเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าความจริงนั้นจะน่าตื่นตระหนก เขาบอกว่า ยุคโลกาภิวัตน์ และการค้าเสรีบนกติกานานาชาติได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปคือ ยุคการค้าที่ไร้กฎระเบียบ ซึ่งประเทศเล็ก ๆ ของเขาจะเสียเปรียบ ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน และความสามารถในการแข่งขันใหม่ เขาบอกว่า ประชาชนไม่ต้องตกใจ จงมั่นใจในรัฐบาล ที่จะเร่งหาพันธมิตรที่คิดคล้าย ๆ กัน พัฒนาเป็นภาคีเครือข่าย ส่วนคนสิงคโปร์ขอให้เตรียมพร้อม ต้องสามัคคีกันในช่วงเวลาที่แสนลำบากที่มาถึงแล้ว และย้ำด้วยว่าเราจะผ่านพ้นโลกที่กำลังมีปัญหานี้ไปด้วยกัน… แถลงการณ์ของผู้นำสิงคโปร์ เรียกขวัญกำลังใจจากประชาชนได้เป็นอย่างดี และเป็นตัวอย่างการสื่อสารสาธารณะที่มีพลัง… แล้วผู้นำไทยสื่อสารกับประชาชนอย่างไร

ตอนต้นปี รัฐบาลคาดการณ์ GDP ปีนี้ไว้เกิน 3.0 ในขณะที่ World Bank สภาพัฒน์ และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มีตัวเลขในใจราว 2.4–2.8 แต่หลังจากที่ Trump ประกาศเรื่องภาษีเขย่าโลกนี้ออกมา ทุกสำนักต่างเห็นตรงกันว่า GDP ได้ 2.0 +/- ก็เก่งแล้ว ถ้า GDP ต่ำ 2เราจะเตรียมรับมือปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมาอย่างไร

เมื่อ SDG ข้อ 16 สันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง เริ่มสั่นคลอน บางส่วนล่มสลายไปแล้ว ส่งผลโดยตรงต่อ SDG ข้อ 8 การทำงานที่มีคุณค่า และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้ายุควิกฤติ และ After Shock ของ SDG 2 ข้อนี้ จะสั่นสะเทือน SDG ทั้ง 17 ข้อ อย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

After Shock นี้จะหนักมาก เราจะร่วมมือกันสู้วิกฤติอย่างไร …ใครจะเป็นผู้บัญชาการ.