สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศระงับการใช้มาตรการภาษีต่างตอบแทนกับ 75 ประเทศและดินแดน ที่ไม่มีการตอบโต้กับรัฐบาลวอชิงตัน แต่แสดงท่าทีพร้อมเจรจาในเรื่องมาตรการภาษีต่างตอบแทน โดยมาตรการดังกล่าวมีผลเป็นเวลา 90 วัน เพื่อการหาทางออกร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยืนยันว่า มาตรการทั้งหมดมีผลทันที แต่ยกเว้นจีนเพียงประเทศเดียว ซึ่งจะเผชิญกับอัตราภาษีศุลกากรของสหรัฐเพิ่มเป็น 125% เนื่องจาก “เป็นประเทศที่ไม่เคารพสหรัฐ”
ขณะที่นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ในช่วง 90 วันนับจากนี้ อัตราภาษีสำหรับทุกประเทศที่ต้องเผชิญกับอัตราภาษีต่างตอบแทน จะลงไปอยู่ที่ 10% เท่ากับประเทศอื่นที่เผชิญกับอัตราเรียกเก็บขั้นพื้นฐาน
.@POTUS on dealmaking: "You have to have flexibility." pic.twitter.com/VRzZ3sEeqq
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) April 9, 2025
นอกจากนี้ แคนาดาและเม็กซิโก ซึ่งเผชิญกับอัตราภาษีแยกต่างหาก 25% เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา จะได้รับการลดภาษีลงไปอยู่ที่ระดับ 10% ด้วย
.@POTUS: "No other President would have done what I did… Somebody had to do it. It had to stop because it's not sustainable. Last year, China made $1 trillion off trade with the United States… Now I've reversed it." pic.twitter.com/9BmKdFzLm1
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) April 9, 2025
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นไม่นาน หลังกระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์ ว่านับตั้งแต่เวลา 12.01 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 10 เม.ย. (11.01 น. ตามเวลาในประเทศไทย) สินค้าทุกประเภทซึ่งมีต้นทางมาจากสหรัฐ ต้องเสียภาษีศุลกากรที่อัตรา 84% เพิ่มขึ้นจาก 34% ที่มีการประกาศก่อนหน้านี้
ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์จีนเพิ่มชื่อบริษัทของสหรัฐอีก 12 แห่ง เข้าสู่บัญชีการควบคุมการส่งออกสินค้า และเพิ่มชื่อบริษัทของสหรัฐอีก 6 แห่ง เข้าสู่บัญชีบริษัทไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ จะมีการร้องเรียนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ไปยังองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ)
ทั้งนี้ นายหลิน เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวถึงการที่จีนเผชิญกับอัตราภาษีต่างตอบแทนสูงที่สุด ว่ารัฐบาลปักกิ่ง “มีความชอบธรรมที่จะตอบโต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” กับพัฒนาการดังกล่าว “เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน” ตลอดจน “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน”.
เครดิตภาพ : AFP



