เมื่อวันที่ 9 พ.ย. พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.ภ.2 นำทีมสืบสวน ร่วมกับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ปราบศรีภูมิ ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก สนธิกำลังร่วม ตำรวจ ภ.2 และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพิษณุโลก เข้าตรวจค้นจับกุมนายอนุวัติ พุ่มมา อายุ 32 ปี และ น.ส.ณภษร ขุนพารเพิง อายุ 33 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช สองสามีภรรยา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพิษณุโลก พร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 ชุด ตรวจสอบพบข้อมูลตัดต่อบัตรประจำตัวประชาชน ประมาณ 15,600 ภาพ เอกสารการลงทะเบียนเปิดเบอร์โทรศัพท์มือถือ 69 ฉบับ บัตรประจำตัวประชาชนปลอม 68 ฉบับ และซิมการ์ดผ่านการลงทะเบียนแล้วประมาณ 1,500 ซิม โดยจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 86 หมู่ 6 ต.ปากโทก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ที่อยู่ตามบัตรประชาชนของนายอนุวัติ

สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนออนไลน์ (ONLINE PATROL) ของ บก.สส.ภ.2 ตรวจสอบพบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยมีผู้ใช้เพจเฟซบุ๊กชื่อ “เบอร์มงคลรหัสเปลี่ยนชีวิต” ลักลอบจำหน่ายเบอร์โทรศัพท์เลขสวย และมีการลงทะเบียนซิมการ์ดไว้แล้ว ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นการลักลอบนำข้อมูลบัตรประชาชนผู้ที่เคยสั่งซื้อซิมการ์ดกับเพจดังกล่าว ไปลงทะเบียนเปิดเบอร์ใหม่อีกจำนวนมากโดยที่เจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนไม่รู้เรื่องหรือยินยอม โดยคนร้ายได้ทำการตัดต่อปลอมแปลงบัตรประจำตัวประชาชนเดิมผู้เสียหายเพื่อตบตาผู้ให้บริการรับลงทะเบียน ทำให้สามารถลงทะเบียนสั่งซื้อเบอร์โทรศัพท์ได้อย่างไม่จำกัดด้วยชื่อของผู้เสียหาย จากนั้นได้นำเบอร์มาประกาศขายในเฟซบุ๊กอ้างเป็นเบอร์มงคลให้กลุ่มลูกค้าที่ไม่ประสงค์ลงทะเบียนตามกฎหมายเพื่อให้ง่ายต่อการซื้อ บางเบอร์มีราคาสูงถึง 270,000 บาท และอาจมีกลุ่มมิจฉาชีพซื้อไปใช้งานผิดกฎหมาย ทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ยากสร้างความเสียหายให้สังคม และเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุอยู่ในพื้นที่อยู่ใน จ.พิษณุโลก จึงประสานตำรวจพื้นที่รวบรวมหลักฐานขออนุมัติหมายจับเข้าจับกุมดังกล่าว

สอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งให้การภาคเสธ ยอมรับเป็นบุคคลตามหมายจับ และยอมรับว่าเอกสารบัตรประจำตัวประชาชนเป็นของปลอม โดยซิมเบอร์ที่ได้มานั้น นำไปประกาศขายในกลุ่มออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊ก แต่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งยอมรับว่าอาจจะมีกลุ่มมิจฉาชีพ มาซื้อหมายเลขที่พวกตนลงประกาศขายไป ซึ่งจะถูกนำไปใช้ทำอะไรบ้างไม่สามารถรับรู้ได้ และไม่มีสวนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นแต่อย่างใด เพียงแต่ขายเบอร์โทรศัพท์ให้เท่านั้น ซึ่งเคยขายเบอร์ได้ราคาสูงสุดถึง 270,000 บาทจริง เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา ร่วมกันปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการปลอม, ร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตนและร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยการหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



