การลงนามใน “ข้อตกลง 123” (123 Agreement) ระหว่างสหรัฐกับซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงด้านพลังงานฉบับสำคัญที่สุดของรัฐบาลสหรัฐโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เพียงเพราะเป็นการเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์พลเรือนด้วยเทคโนโลยีของสหรัฐ แต่ยังสะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ และอาจเปลี่ยนสมดุลความมั่นคงของตะวันออกกลางในระยะยาว

ที่เรียกว่า “ข้อตกลง 123” เพราะเป็นข้อตกลงที่จัดทำตาม มาตรา 123 ของกฎหมายพลังงานปรมาณูของสหรัฐ ฉบับปี 2497 ไม่ใช่เพราะเป็นชื่อเฉพาะที่ตั้งขึ้นใหม่


ทั้งนี้ มาตรา 123 กำหนดว่า สหรัฐจะส่งออกเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ หรือเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ให้ประเทศอื่นได้ ก็ต่อเมื่อมีการทำ “ข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์เพื่อสันติ” ตามเงื่อนไขของกฎหมายเสียก่อน


ข้อตกลงดังกล่าวมีอายุประมาณ 30 ปี และลงนามโดยนายคริส ไรธ์ รมว.พลังงานสหรัฐ กับเจ้าชายอับดุลอาซิซ บิน ซัลมาน รมว.พลังงานซาอุดีอาระเบีย พร้อมข้อตกลงทวิภาคีด้านมาตรการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ ถือเป็นกรอบกฎหมายที่เปิดทางให้บริษัทอเมริกัน เข้ามามีบทบาทหลักในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ


อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของข้อตกลงนี้ไม่ได้อยู่ที่มูลค่าทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน หลังสหรัฐและซาอุดีอาระเบียเพิ่งลงนามข้อตกลงความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์เมื่อปลายปี 2568 ซึ่งยกระดับสถานะของซาอุดีอาระเบียเป็นพันธมิตรหลักนอกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) พร้อมกับการอนุมัติขายอาวุธยุทโธปกรณ์มูลค่ามหาศาล ขณะที่ซาอุดีอาระเบียให้คำมั่นจะเพิ่มการลงทุนในอเมริกา เกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.75 ล้านล้านบาท)


ขณะเดียวกัน สหรัฐกำลังเผชิญการเผชิญหน้าทางทหารกับอิหร่าน เพื่อสกัดกั้นโครงการนิวเคลียร์ของรัฐบาลเตหะราน ท่ามกลางภัยคุกคามจากกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและขู่ปิดล้อมท่าเรือของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง ทำให้ข้อตกลงนิวเคลียร์ครั้งนี้ถูกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เสริมสร้างพันธมิตรและถ่วงดุลอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค


อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุด คือการที่ข้อตกลงเปิดโอกาสให้ซาอุดีอาระเบียสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และแปรสภาพกากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้วภายในประเทศได้ หากผ่านการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกันในอนาคต


กิจกรรมทั้งสองอย่างถือเป็นกระบวนการสำคัญของอุตสาหกรรมนิวเคลียร์พลเรือน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อผลิตวัสดุสำหรับอาวุธนิวเคลียร์ได้เช่นกัน จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมากมองว่า ข้อตกลงฉบับนี้เป็นการลดมาตรฐานที่สหรัฐเคยยึดถือมาโดยตลอด


ในปี 2552 สหรัฐเคยทำข้อตกลงลักษณะเดียวกันกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โดยกำหนดให้ยูเออีสละสิทธิ์ในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการแปรรูปเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อย่างถาวร หลักการดังกล่าวได้รับการขนานนามว่า “มาตรฐานทองคำ” ของข้อตกลงนิวเคลียร์สหรัฐ แต่ข้อตกลงกับซาอุดีอาระเบียกลับไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว


นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังไม่จำเป็นต้องลงนามใน “พิธีสารเพิ่มเติม” ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ซึ่งเปิดทางให้ผู้ตรวจสอบสามารถเข้าตรวจสถานที่ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบตรวจสอบในอนาคต


แม้รัฐบาลสหรัฐจะเสนอระบบควบคุมแบบทวิภาคี หรือ “กล่องดำ” โดยให้บริษัทอเมริกันเป็นผู้ควบคุมกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม เพื่อป้องกันการนำเทคโนโลยีไปใช้ทางทหาร แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มาตรการดังกล่าวไม่สามารถรับประกันได้ในระยะยาว หากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียตัดสินใจเข้าควบคุมโรงงานเอง หรือบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรม สามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาขีดความสามารถด้านอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต


ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ข้อตกลงนี้ยังเพิ่มแรงกดดันต่อการแข่งขันด้านอำนาจในตะวันออกกลาง เพราะเจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฎราชกุมารและนายกรัฐมนตรีซาอุดีอาระเบีย ทรงเคยประกาศหลายครั้งว่า หากอิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซาอุดีอาระเบียก็จะดำเนินการในแนวทางเดียวกัน


นอกจากนี้ ซาอุดีอาระเบียยังมีความร่วมมือด้านกลาโหมกับปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า การเปิดช่องให้ซาอุดีอาระเบียเข้าถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูง อาจเร่งการแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาค


ขณะนี้ ข้อตกลงยังต้องผ่านการพิจารณาของสภาคองเกรสสหรัฐ เป็นเวลา 90 วันทำการ แม้จะมีเสียงคัดค้านจากนักวิชาการและสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วน แต่โอกาสที่สภาคองเกรสจะรวบรวมเสียงเกินสองในสาม เพื่อล้มล้างสิทธิยับยั้งหรือวีโต้ของประธานาธิบดีนั้นค่อนข้างจำกัด


ท้ายที่สุด แม้ข้อตกลงนี้จะช่วยให้สหรัฐรักษาซาอุดีอาระเบียไว้ในฐานะพันธมิตรสำคัญ และลดโอกาสที่รัฐบาลริยาดจะหันไปพึ่งเทคโนโลยีนิวเคลียร์จากจีนหรือรัสเซีย แต่การผ่อนคลายมาตรฐานด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ก็อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์โลก และเพิ่มความเสี่ยงที่ตะวันออกกลางจะก้าวเข้าสู่ยุคการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต.

ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES