ยังคิดถึงไม่เปลี่ยนแปลงสำหรับการจากไปของ “นายหัฒศนัย ไกรบุตร” หรือ “เมฆ-วินัย ไกรบุตร” พระเอกชื่อดัง ที่เสียชีวิตจากภาวะความดันตก ติดเชื้อในกระแสเลือด และจากไปอย่างสงบ ในวันที่ 20 มี.ค. 67 ที่ผ่านมา ซึ่งครบรอบ 1 ปี การจากไปของ เมฆ วินัย ทางด้านครอบครัวก็รวมตัวมาทำบุญครบรอบ พร้อมส่งความคิดถึงให้กับนักแสดงชื่อดังมากมาย ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด “น้องมาร์ค พงษ์ภณ” ลูกชายพระเอกผู้ล่วงลับ เมฆ วินัย ได้ประกวดร้องเพลงหาเงินเลี้ยงครอบครัว จนกลายเป็นไวรัลดังทั่วโลกออนไลน์ “แม่เอ๋ อรชัญญาช์” ควงลูกๆ “น้องมาร์ค-น้องแมม-น้องเมิร์ช” ขอเล่าคำพูดจุกอกของลูกสาว ที่พูดถึงคุณพ่อผู้ล่วงลับ จนทำคุณแม่น้ำตาซึม พร้อมเผยยอดเงินหนี้สินที่ยังคงเหลืออยู่ จากหนี้ 6.5 ล้าน ตอนนี้เหลือเพียง 3 ล้าน ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow

มาร์ค เผยว่า “เพลงที่ร้องคือเพลงอยากหยุดเวลาครับ มีความหมายคือคิดถึงคนที่จากไปแล้ว ซึ่งก็คือคุณพ่อครับ แล้วก็ลองไปประกวดรายการ Golden Song ก็ผ่านรอบแรกครับ จุดเริ่มต้นที่เข้าประกวดการแข่งขันนี้ คือตอนนั้นเรียนร้องเพลงเฉยๆ ครู แม่ อาม่า เขาอยากให้ลองไปประกวด ซึ่งวันประกวดตื่นเต้นมากเลยครับ วิธีแก้ความตื่นเต้นก็คิดถึงคุณพ่อ คิดถึงคนที่เราจะร้องเพลงให้ ซึ่งเจตนาคืออยากแบ่งเบาภาระคุณแม่ ตอนคุณพ่อยังอยู่ คุณพ่ออาการแย่ลงเรื่อยๆ เขาบอกว่าถ้าพ่อเสียไป เขาพูดไว้ก่อน ถ้าพ่อเสียไป ช่วยดูแลคุณแม่ ดูแลน้องๆ อย่าดื้อกับคุณแม่ ตอนแรกก็พูดไปว่าอย่าพูดอย่างนั้นสิครับ พ่อไม่ไปหรอก ซึ่งพ่อก็พูดไว้ประมาณเดือนหนึ่ง เราก็อยากทำเต็มที่ เพราะรับปากคุณพ่อไว้ครับ ถามว่าทำไมคิดได้ขนาดนี้ คือตอนเด็กๆ คุณพ่อเริ่มป่วย คุณพ่อก็ทำงานไม่ได้ คุณแม่ก็ทำงานอยู่คนเดียว เริ่มขายของออนไลน์ ไปทำงานบริษัทก็เหนื่อยมาก คิดว่าถ้าเรามีชื่อเสียง เราอาจช่วยคุณแม่ได้”

เอ๋ เผยว่า “ส่วนเรื่องดูแลลูกทั้งสามคน ก็ตั้งเป้าที่ลูกเป็นหลักเลยค่ะ เวลาเราท้อ ไม่ไหว ก็มองลูกก่อน ว่าเรามีอีก 3 คนนะที่เราต้องดูแลเขาให้เติบโต มีช่วงท้อ น้ำตาซึมคนเดียว แอบไม่ให้ลูกๆ เห็น พลังความเป็นแม่ ไม่ว่าเหนื่อยขนาดไหน เห็นเลือดเนื้อเชื้อไขเราก็ยอมทำได้ทุกอย่าง ด้วยความที่เขาสามคนเรียนโรงเรียนเกวลี อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล เรียนโรงเรียนอินเตอร์ ไม่ได้หมายความว่าต้องเรียนแพง หรือสังคมต้องดีเลิศ ไม่ใช่นะคะ เพียงแต่ว่าโรงเรียนเป็นโรงเรียนนานาชาติเล็กๆ ค่าเทอมไม่ได้แรงมาก เหมือนโรงเรียนนานาชาติที่เราได้ยินกันที่บอกว่าเป็นล้าน ไม่ถึง ค่าเทอมแม่พอรับไหว แต่แม่ก็จัดการค่าใช้จ่ายของตัวเอง เช่น ค่าใช้จ่ายชอปปิงที่ต้องซื้อของ เป็นผู้หญิงเนอะ ก็ต้องแต่งตัว ซื้อของ ก็ตัดตรงนั้นออกหมดเลย ชุดวนเวียนใช้อยู่เดิมๆ เพราะคิดว่ามันเป็นของนอกกาย ไม่จำเป็นต้องแต่งไปโชว์ใคร ไม่ต้องเยอะ เอาแค่สามารถใส่ได้ไม่ต้องอายใคร แต่ไม่ใช้ฟุ่มเฟือย อาหารก็ให้ลูกทานข้าวแกงได้ ทานอะไรพื้นๆ ทานทุกอย่างให้เหมือนทั่วไปทาน สมมุติเราใช้ชีวิตปกติ ก็มีแพลนไปเที่ยวต่างประเทศ อยากไปโน่นไปนี่ แม่ก็คุยกับลูกเลยว่าถ้าเรียนที่นี่ ต่างประเทศไม่ได้ไป นอกจากได้ออฟเฟอร์จากอากู๋ คือพี่น้องแม่ พี่น้องพี่เมฆที่อยู่ที่กระบี่ อันนั้นเขาซัพพอร์ตได้ ไม่มีที่แม่จะออกให้แล้วไป ถ้าจะเรียนก็ต้องแลกกัน”

“ส่วนค่าใช้จ่ายของแม่ แม่ก็งดทุกอย่างเลย ที่เป็นของฟุ่มเฟือย แม่ไม่มีเครื่องประดับ ไม่ใช้อะไรเลย แต่แม่ทุ่มกับการศึกษาเขาทั้งหมด การลงทุนที่ดีที่สุดคือลงทุนเพื่อการศึกษาของลูก แต่หนึ่งอย่างที่จุกอกแม่มาก คือวันหนึ่งเรารู้ว่าลูกสาวโดนบูลลี่ คือเป็นเหตุการณ์ก่อนพี่เมฆเสีย โรงเรียนเก่า มีช่วงหนึ่ง น้องแมมเคยเป็นคนร่าเริง ยิ้มง่าย ตอบโต้เร็ว เขาไวมาก วันหนึ่งคุณยาย แม่ของพี่ก็บอกว่าหลานเปลี่ยนไป หลานซึม เราไม่เคยได้สังเกต เพราะเราไปทุ่มเทให้พี่เมฆหมด เราก็เห็นว่าเออ มันใช่ มันจริง อาก็บอกว่าหลานเปลี่ยนไปนะ แม่เลยตัดสินใจไปเฝ้าในโรงเรียน 7 วัน ไปนั่งดูเลย เฝ้าเช้ายันเย็น ช่วง 7 วันนั้น ก็บอกอาเขาว่าให้ช่วยดูพี่เมฆหน่อย แม่อยากรู้ว่าทำไม เกิดอะไรขึ้น 7 วันนี้ เราเห็นเลยว่าลูกเราต้องกินข้าวคนเดียว ถูกกันออกจากกลุ่ม เราก็ถามเขา เขาไม่บอก จนเราต้องงัดว่าเกิดอะไรขึ้น คุยไปคุยมาเราเลยรู้ว่าเพื่อนเขาว่าเขาโง่ เขาช้ากว่าเพื่อน เพราะเขาเป็นเด็กสายกิจกรรม เราก็คิดว่าเฮ้ย ป.2 มีอะไรแบบนี้ด้วยเหรอวะ แม่ก็กลับมาเล่าให้พ่อเขาฟัง สิ่งแรกที่พ่อเขาทำ คือลุกจากเตียง ทั้งที่ตอนนั้นยังมีน้ำเหลืองมีอะไรอยู่ ลุกเลย แล้วดูว่าเส้นนี้มีโรงเรียนอะไรบ้าง แม่ผู้ปกครองเพื่อนน้องมาร์ค เขาย้ายลูกไปก่อน เขาดีเอ็มมาบอกว่าอยู่ที่เกวลี อินเตอร์เนชั่นแนล สคูล นะ พอรู้ว่าเป็นโรงเรียนอินเตอร์ แม่ก็กลัวค่าใช้จ่าย ก็คุยกับพ่อเขาว่าเราจะไหวเหรอ ทีนี้พอไปถึงโรงเรียน ได้คุยกับผู้บริหารคนไทยก่อน ทัศนคติโรงเรียนนี้มีทัศนคติที่ดีมาก เปิดกว้างมาก และเข้าใจเด็กมาก บอกว่าลองมาเรียนก่อนก็ได้แม่ ว่ายังไง สามเดือนที่น้องแมมย้ายจากโรงเรียนเก่าไปเกวลี น้องแมมเปลี่ยนไปเลย อะไรที่ไม่เคยได้ เขาได้ เขาไม่เคยได้ภาษาไทยที่ชัดเจนเขาได้ ภาษาอังกฤษเขาดีขึ้น แล้วเขาตื่นแล้วรู้สึกว่าอยากไปโรงเรียน เขามีความสุข แม่เลยคุยกับพ่อว่าตัดสินใจย้ายลูกทั้งหมดมาเรียนที่นี่ แล้วยอมเหนื่อย”

สำหรับสิ่งที่น้องเมิร์ชถามแล้วทำให้เราจุกเลย คือถามว่าปะป๊าตายแล้วเหรอ บางทีเหมือนเขาลืม พอเขานึกขึ้นได้ เขาก็จะบอกว่าอ๋อ ป่ะป๊าตายแล้ว อยู่สวรรค์ ป๊าสบายแล้ว เขาว่าอย่างนั้น แรกๆ ก็สตั๊นต์ก่อน แต่คือความจริงก็คือความจริง เขารับรู้มาตลอดอยู่แล้ว เราก็พูดความจริงกับเขาเลย ให้เขาเข้าใจว่าป่ะป๊าไม่อยู่แล้วนะ ล่าสุดทำบุญครบรอบ 1 ปีพี่เมฆ ทำเรียบร้อยแล้วค่ะ ทำที่บ้าน น้องๆ เขาก็ทราบ แม่ก็บอกเขาตลอดว่านี่ทำบุญครบปีปะป๊านะ บางครอบครัวอาจหลีกเลี่ยงอธิบายลูก แต่เราพูดตรงไปตรงมาไปเลย มีหนึ่งอย่างที่เราน้อยใจพี่เมฆมากคือ 1 ปีผ่านไป ไม่เคยมาเข้าฝันเลย พี่ขึ้นไปหา อ.ไพศาล บ่อย อ.ไพศาล บอกว่าที่ไม่มา พี่เมฆกลัวโดนด่า (หัวเราะ) อาจเป็นเพราะตอนมีชีวิตอยู่ เขาป่วยหนัก เขาสัญญาไว้ว่าเขาหายแล้วจะพาเราไปโน่นนี่นั่นกันสองคน จะพาไปเที่ยวโน่นนี่ ซึ่งเขาทำไม่ได้ไง เขาไปก่อน

ส่วนหนี้สิน จากหนี้ 6.5 ล้าน อาจด้วยช่วงแรกๆ ที่พี่เมฆจากไป คนให้การสนับสนุนเยอะ ก็เลยมีงานอีเวนต์เยอะ ทำโน่นทำนี่เยอะ ได้เงินมาง่ายช่วงแรกๆ ได้เท่าไหร่แม่รีบไปถมให้บุคคลที่เขาเมตตาพ่อเมฆตั้งแต่แรก เขาให้เราด้วยความเมตตา พอเรามีปุ๊บต้องรีบเคลียร์บุคคลก่อน ส่วนเรื่องธนาคาร เป็นเรื่องปกติที่เราสามารถค่อยๆ เคลียร์ไปได้ แม่เคยคุยกับธนาคารแล้ว ธนาคารบอกว่าถึงคนจากไปแล้ว แต่หนี้ยังอยู่ เราถึงค่อยๆ เคลียร์แล้วค่อยปิด ซึ่งตอนนี้เหลือประมาณ 3 ล้านค่ะ สองแบงก์นะคะ แต่บุคคลตอนนี้หมดแล้วค่ะ พอได้เงินก้อนมาทุกครั้งก็รีบโปะเลย ได้มาแสน สองแสนก็เคลียร์ๆ จนหมด เพราะบอกเสมอว่าเราเป็นหนี้ คนเขาให้พ่อเมฆ ไม่ว่าให้ด้วยอะไรก็ตาม เขาให้ด้วยความเมตตา ฉะนั้นเราจะไม่ทรยศความเมตตาต่อเขา เป็นการสอนลูกไปในตัวว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีความรับผิดชอบตรงนี้ เราเป็นหนี้โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี สุดท้ายแล้วเราก็ต้องใช้เขาก่อน เพราะเขาอาจมีความจำเป็นใดๆ ก็ได้”