สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 เม.ย. ว่า วุฒิสมาชิกของพรรคเดโมแครตทั้ง 6 คน ระบุในจดหมายถึงคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ (เอสอีซี) ว่า หลังทรัมป์กล่าวผ่านทรูธ โซเชียล เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ดีในการซื้อ!!!” เนื่องจากหุ้นกำลังร่วงนั้น เพียงไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ผู้นำสหรัฐระงับการเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนกับ 75 ประเทศและดินแดน เป็นเวลา 90 วัน แม้ยกเว้นเพียงจีน แต่ส่งผลให้ตลาดฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
คำร้องระบุว่า “เราขอเรียกร้องให้เอสอีซีตรวจสอบว่า การประกาศเรื่องภาษีศุลกากรนั้น เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้มีข้อมูลภายใน และมิตรสหายในรัฐบาล ซึ่งแลกมาด้วยผลประโยชน์ของประชาชนชาวอเมริกันหรือไม่” โดยขอให้ตรวจสอบว่า ผู้มีข้อมูลภายใน ซึ่งรวมถึงครอบครัวของประธานาธิบดี ทราบล่วงหน้าหรือไม่ว่า “จะมีการระงับการขึ้นภาษี” เพื่อทำการซื้อขายหุ้น ในช่วงเวลาก่อนที่ประธานาธิบดีประกาศสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการ
US senators ask SEC for Trump insider trading probe https://t.co/aK8wZvTp3A
— ST Foreign Desk (@STForeignDesk) April 11, 2025
ในโพสต์ดังกล่าว ทรัมป์ได้ลงนามด้วยตัวอักษร “DJT” ซึ่งเป็นทั้งอักษรย่อของชื่อของเขา และอักษรย่อของหุ้นบริษัทสื่อ “ทรัมป์ มีเดีย แอนด์ เทคโนโลยี กรุ๊ป” ซึ่งเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ราคาหุ้นของดีเจทีพุ่งขึ้น 21.67% หลังปิดตลาด
นอกจากนั้น จดหมายดังกล่าวยังเรียกร้องให้เอสอีซีตรวจสอบว่า ผู้นำสหรัฐ ผู้บริจาคของเขา และผู้มีข้อมูลภายในอื่น ๆ มีส่วนร่วมในการปั่นหุ้นซื้อขายหลักทรัพย์ โดยใช้ข้อมูลจากบุคคลภายใน หรือการละเมิดกฎหมายหลักทรัพย์อื่นใดหรือไม่
วิดีโอหนึ่งที่นายมาร์โก มาร์ติน ผู้ช่วยฝ่ายสื่อสารของทำเนียบขาว เผยแพร่ผ่านเอ็กซ์ ปรากฏภาพทรัมป์ในห้องทำงานรูปไข่ โดยเขาคุยโวว่า นายชาร์ลส์ ชวาบ ผู้ก่อตั้งบริษัทชาร์ลส์ ชวาบ คอร์ปอเรชัน ทำเงินได้ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 83,760 ล้านบาท) ก่อนชี้ไปบุคคลหนึ่ง ซึ่งสื่อระบุว่าคือ นายโรเจอร์ เพนสกี เจ้าของทีมแข่งรถนาสคาร์ ซึ่งมีชื่อว่า “เพนสกี” และทรัมป์กล่าวว่า เพนสกีทำเงินไปได้ 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 30,153 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวชี้แจงว่า ข้อความของทรัมป์มีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อ “สร้างความมั่นใจ” ให้กับประชาชน และประธานาธิบดีมีความรับผิดชอบในการสร้างความมั่นใจ ให้กับตลาดและชาวอเมริกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ.
เครดิตภาพ : AFP



