ในขณะที่โลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การกลับมาของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมนโยบายกีดกันทางการค้าผ่านการตั้งกำแพงภาษี โดยเฉพาะกับจีน ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก แต่ยังสร้างความกังวลอย่างหนักว่า ‘การรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ’ อาจกลายเป็นเหยื่อของสงครามการค้าครั้งใหม่นี้ด้วย
‘จิลเลียน แอมโบรส’ ผู้สื่อข่าวด้านพลังงานจาก The Guardian เปิดเผยว่า หลังจากที่ทรัมป์ประกาศ ‘วันแห่งอิสรภาพ’ และเตรียมเก็บภาษีนำเข้าจากหลายประเทศ รวมถึงจีน นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเตือนว่า มาตรการดังกล่าวอาจกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก และการลงทุนในโครงการพลังงานสะอาดซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement)
หนึ่งในผลกระทบที่เริ่มเห็นได้ชัดคือ ราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจทำให้แรงจูงใจของผู้บริโภคและภาคธุรกิจในการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดลดลง
ทรัมป์พุ่งเป้าไปที่จีน
จะเห็นว่ามาตรการภาษีอันเข้มงวดของทรัมป์นั้นพุ่งเป้าไปที่จีน ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของโลก การประกาศกร้าวในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มต้นทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวในสหรัฐฯ แต่ยังทำให้นักลงทุนลังเลกับนโยบายพลังงานสะอาดที่เคยเชื่อมั่นในยุคของรัฐบาล โจ ไบเดน
แม้สหรัฐฯ จะพยายามสร้างฐานการผลิตภายในประเทศ แต่โรงงานเหล่านั้นก็ยังคงต้องพึ่งพาวัสดุที่ถูกเก็บภาษีอย่าง เหล็ก ซีเมนต์ และอะลูมิเนียม ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนในพลังงานสะอาดก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากขึ้นไปอีก
‘เลสลี อับราฮัมส์’ นักวิเคราะห์จากศูนย์ยุทธศาสตร์และการศึกษาระหว่างประเทศ (CSIS) ชี้ว่า ความไม่แน่นอนจากนโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตพลังงานสะอาดทั่วโลก
ขณะที่ ‘คิงสมิลล์ บอนด์’ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยแอมเบอร์ กล่าวว่า “ยิ่งสหรัฐฯ แยกตัวออกจากตลาดโลกมากเท่าไร ประเทศอื่นๆ ก็ยิ่งก้าวหน้าได้เร็วขึ้นเท่านั้น” สอดคล้องกับข้อมูลจาก 350.org ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ที่ระบุว่า การส่งออกเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของจีนไปยังสหรัฐฯ มีเพียง 4% ขณะที่การส่งออกของจีนในภาคส่วนนี้กลับเติบโตถึง 30% ในปีที่ผ่านมา ดังนั้นมาตรการภาษีของทรัมป์ จึงส่งผลกระทบจำกัดเฉพาะภายในประเทศ และแทบไม่มีผลต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกโดยรวม
‘แอนเดรียส ซีเบอร์’ ผู้อำนวยการ 350.org กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “มาตรการของทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในสหรัฐฯ เองมากกว่าที่จะขัดขวางการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับโลก”
เมื่อมหาอำนาจหันหลัง โอกาสของไทยอาจรออยู่ตรงหน้า
การที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากตลาดพลังงานสะอาดโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และบราซิล จึงกลายเป็นจุดหมายใหม่สำหรับนักลงทุนที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดพลังงานสีเขียวที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าประเทศไทยเองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตดังกล่าวได้ หากรัฐบาลสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและวางโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการพัฒนาพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง
ปัจจุบัน ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้ได้ถึง 50% ของการผลิตพลังงานทั้งหมดภายในปี 2040 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และชีวมวล นอกจากนี้ รัฐบาลไทยยังเปิดกว้างสำหรับการพิจารณาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกใหม่ๆ เช่น เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMRs) เพื่อเสริมสร้างความหลากหลายของแหล่งพลังงานและลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีสัดส่วนสูงถึงสองในสามของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังคงพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในสัดส่วนที่สูง โดยมากกว่า 60% ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในประเทศยังคงมาจากก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน แม้ว่ารัฐบาลจะวางแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้เป็น 37% ภายในปี 2040 แต่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยแรงขับเคลื่อนและการลงทุนจำนวนมากจากทั้งภาคเอกชนและต่างประเทศ
หากมองตามบริบทข้างต้น การที่ประเทศจีนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเป้าหมายการส่งออกเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจากสหรัฐฯ ไปยังประเทศอื่นๆ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยอาจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้ด้วยต้นทุนที่ลดลง หากประเทศไทยสามารถสร้างสภาพแวดล้อมการลงทุนที่มั่นคงและมีความน่าดึงดูดเพียงพอต่อการลงทุนจากต่างชาติ
โดยสรุปแล้ว แม้โยบายภาษีของทรัมป์จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานสะอาดทั่วโลก แต่ขณะเดียวกันก็ได้เปิดช่องว่างที่เปรียบเสมือนโอกาสให้กับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทย ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่มีบทบาทมากขึ้นในเวทีพลังงานโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทรัมป์จะขวางพลังงานสะอาดได้แค่ไหน” แต่คือ “ไทยพร้อมแค่ไหน ที่จะคว้าโอกาสที่โลกกำลังหมุนมาให้? เราจะรอให้คลื่นโลกซัดมาแล้วค่อยปรับตัว หรือจะลุกขึ้นสร้างคลื่นของเราเอง?”



