สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ว่า นายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า เรือบรรทุกสินค้าและการขนส่งทางทะเล มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอเมริกา และกลไกลการค้าเสรีระหว่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลวอชิงตันเตรียมใช้อัตราค่าธรรมเนียมใหม่ กับเรือบรรทุกสินค้าซึ่งเดินทางมาจอดเทียบท่าที่สหรัฐ โดยเฉพาะจากเรือของจีน “ที่สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ”


ภายใต้กฎระเบียบใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายในอีก 180 วัน หรือในวันที่ 18 ต.ค. 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็นระยะภายในช่วง 2-3 ปีถัดไปสหรัฐจะเก็บค่าธรรมเนียมแบบเที่ยวเดียว จากเรือที่มีความเกี่ยวข้องกับจีน ไม่ใช่การเรียกเก็บจากทุกท่าเรือซึ่งเรือจอดเทียบท่า


การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว จะอยู่ที่ไม่เกิน 5 ครั้งต่อปี และสามารถยกเว้นได้ หากบริษัทผู้ประกอบการเดินเรือบรรทุกสินค้าลำนั้น หรือเจ้าของเรือบรรทุกสินค้าลำนั้น สั่งซื้อเรือที่มีการประกอบในสหรัฐ


สำหรับเรือที่สร้างในจีน จะมีการกำหนดค่าธรรมเนียมต่างหาก เริ่มต้นที่ 18 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 600.30 บาท) ต่อตันเน็ต (เอ็นที) หรือ 120 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,002 บาท) ต่อตู้คอนเทเนอร์ หมายความว่าเรือที่บรรทุกตู้คอนเทเนอร์ 15,000 ตู้ อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมมากถึง 1.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 60.03 ล้านบาท)


ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ศุลกากรของสหรัฐจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม จากเรือบรรทุกรถยนต์ทุกลำที่ไม่ได้สร้างในสหรัฐ โดยจะมีผลบังคับใช้ภายในอีก 180 วันเช่นกัน


นอกจากนี้ เกรียร์เปิดเผยแผนการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ กับเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวจะมีช่วงเวลาผ่อนผัน 3 ปี โดยไม่รวมการขนส่งในภูมิภาคเกรตเลกส์และแคริบเบียน การขนส่งเข้าและออกดินแดนของสหรัฐ และการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป ด้วยเรือที่เดินทางแบบเปล่ามายังสหรัฐ หมายถึงไม่มีสินค้าขาเข้า

อนึ่ง สหรัฐเคยเป็นผู้นำโลกด้านอุตสาหกรรมต่อเรือ แต่กลับสูญเสียส่วนแบ่งตลาดลงอย่างต่อเนื่อง หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง และตอนนี้มีส่วนแบ่งในตลาดโลกยังไม่ถึง 0.1% และกลุ่มประเทศในเอเชียก้าวขึ้นมาแซงหน้าอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน จีนครองตลาดการต่อเรือบรรทุกสินค้าเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ตามด้วยเกาหลีใต้และญี่ปุ่น โดยทั้งสามประเทศครองส่วนแบ่งในตลาดโลกรวมกันถึง 95%.

เครดิตภาพ : AFP