เรือโทกมลศักดิ์ พรหมประยูร ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย(กทท.) เปิดเผยว่า ร่างสัญญาร่วมทุนโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้ว คาดว่าภายในเดือน พ.ย. หรือต้นเดือน ธ.ค.64 จะลงนามในสัญญากับกลุ่มกิจการร่วมค้า GPC ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทพีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด (PTT TANK) บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด โดยการท่าเรือฯ จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินขั้นต่ำเป็นค่าสัมปทานคงที่เท่ากับมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ที่ 29,050 ล้านบาท และค่าสัมปทานผันแปรที่ 100 บาทต่อที.อี.ยู. และกิจการร่วมค้า GPC ต้องสมทบเงินเข้ากองทุนเยียวยาความเสียหายฯ ในอัตรา 5,000 บาท/ไร่/ปี นับตั้งแต่เริ่มประกอบการ

เรือโทกมลศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 มูลค่ารวมประมาณ 1.1 แสนล้านบาท โดย กทท. ลงทุนประมาณ 5หมื่นล้านบาท และเอกชนลงทุนประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ในส่วนของเอกชน แบ่งเป็น เงินลงทุนในท่าเทียบเรือ F ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ท่าเทียบเรือ E ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท และท่าเทียบเรือ E0 ประมาณ 5 พันล้านบาท ซึ่ง กทท. จะเริ่มในส่วนของท่าเทียบเรือ F เป็นลำดับแรก ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี วงเงินเอกชนลงทุน 3 หมื่นล้านบาท

เรือโทกมลศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ กทท. ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 (ส่วนที่ 1) งานก่อสร้างงานทางทะเลกับกิจการร่วมค้า ซีเอ็นเอ็นซี วงเงินรวม 2.13หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับงานก่อสร้างท่าเทียบเรือและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ท่าเรือตู้สินค้า ท่าเรืออเนกประสงค์ ท่าเรือชายฝั่ง ท่าเรือบริการ งานระบบรางและย่านรถไฟ ซึ่งจะดำเนินการต่อไปในอนาคต โดย กทท. ได้มีหนังสือแจ้งให้กิจการร่วมค้า ซีเอ็นเอ็นซี ได้เริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุญาตก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ และนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ คาดว่าจะดำเนินการขออนุญาตแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.นี้ จากนั้นจะเริ่มดำเนินการงานทางทะเลทันที โดย กทท. ได้ว่าจ้าง บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่งคอลซัลแตนส์ จำกัด และบริษัท โชติจินดา คอลซัลแตนส์ จำกัด ควบคุมงานก่อสร้างโครงการฯ วงเงิน 898 ล้านบาทด้วย

เรือโทกมลศักดิ์ กล่าวด้วยว่า การดำเนินการดังกล่าว กทท. รับผิดชอบในวงเงินงบประมาณในส่วนงานโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งหมด รวมทั้งระบบสาธารณูปโภค การก่อสร้างถนน สร้างระบบทางรถไฟ และท่าเทียบเรือชายฝั่ง ทั้งนี้ กทท. จะออกหนังสือเริ่มงาน NTP (Notice to Proceed) ให้กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เริ่มงานเกี่ยวกับอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ลานวางตู้สินค้า ติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องจักรทั้งหมด เช่น ปั้นจั่นหน้าท่า ฯลฯ ได้ประมาณปลายปี 66 และเตรียมพร้อมเปิดให้บริการในปี 68 เพื่อให้ทันการรองรับการขยายตัว ทางเศรษฐกิจและการค้าของประเทศ สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตามสำหรับผลการดำเนินงานในรอบปีงบประมาณ 64 กทท. มีปริมาณตู้สินค้าผ่านท่า ณ ท่าเรือแหลมฉบัง 9.8 ล้าน ที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 10.18% และปริมาณเรือเทียบท่ารวม 11,041 เที่ยว ลดลง 0.46% มีกำไรสุทธิในภาพรวมของ กทท. ประมาณ 6,023 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.99 % เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน.



