กรณีวันที่ 19 เม.ย. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. ได้ร่วมกันแถลงจับกุมตัวนายชวนหลิง จาง (Mr.Chuanling Zhang) สัญชาติจีน กรรมการบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ตามหมายจับศาลอาญาที่ 2389/2568 ลงวันที่ 18 เม.ย. 68 คดีพิเศษที่ 32/2568 ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
เปิดภาพนาทีบุกจับ ‘ชวนหลิง จาง’ ผู้ต้องหารายสำคัญ คดีนอมินี ‘ไชน่า เรลเวย์’
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ห้องสำนักงานรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชั้น 8 ศูนย์ราชการฯ อาคารบี ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ นำทีมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษ (ปพ.) และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกันควบคุมตัวนายชวนหลิง จาง ผู้ต้องหารายสำคัญในคดีนอมินี บ.ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ไปขอศาลอาญารัชดาภิเษกฝากขังผัดแรก โดยมีรายงานว่า ”นายชวนหลิง จาง“ จะยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นศาลเเทน เพราะในชั้นสอบสวน เจ้าตัวไม่ได้ยื่นขอประกันตัวแต่อย่างใด
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอควบคุมตัวนายชวนหลิง จาง ออกจากห้องสำนักงานรองอธิบดีฯ ผู้สื่อข่าวต่างพยายามสอบถามด้วยภาษาอังกฤษว่า “นายจาง คุณจะช่วยพูดความจริงเกี่ยวกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ให้เราทราบได้หรือไม่ หรือช่วยพูดถึงเรื่องการถล่มของอาคารที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่”, “คุณมีการใช้ 3 คนไทยเป็นนอมินีในการจัดตั้งบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ ใช่หรือไม่”, “คุณจะให้การสารภาพหรือปฏิเสธอย่างไรหรือไม่”, “คุณรู้จักนายบินลิง วู หรือไม่”, “คุณช่วยพูดอะไรได้หรือไม่” ปรากฏว่านายจาง ไม่ตอบคำถามใดกับสื่อมวลชน โดยวันนี้นายจาง ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าที่สวมใส่ จากเดิมในวันที่ถูกจับกุม (19 เม.ย.) นายจาง สวมใส่เสื้อโปโลคอปกสีเทา กางเกงขายาวสีดำ สวมหน้ากากอนามัยและหมวกสีขาว แต่วันนี้กลับสวมเสื้อโปโลลายทางสีเขียวสลับขาว กางเกงขายาวสีดำ และใส่หน้ากากอนามัยสีขาว หมวกสีขาว
ขณะที่ เวลา 10.00 น. พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะรองหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า จากการสอบปากคำ ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ โดยยืนยันว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจของจีนที่ถูกส่งมาลงทุนในไทยในนามรัฐบาลจีน โดยถือหุ้นในบริษัทฯ สัดส่วน 49% ส่วนที่คนไทยถือหุ้นนั้นไม่ทราบรายละเอียด แต่ยอมรับว่ารู้จักกรรมการคนไทยทั้ง 3 ราย ประกอบด้วย นายประจวบ นายมานัส และนายโสภณ และยอมรับเรื่องเงินที่มาจากต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก รวมถึงไม่ได้ให้การเกี่ยวกับการจ้างคนไทยเป็นนอมินี ส่วนประเด็นเรื่อง “นายตง เซี่ย” ดีเอสไออยู่ระหว่างการขยายผล และต้องขอสงวนรายละเอียดภายในสำนวนไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม จากการสอบปากคำ พบว่ามันมีจุดเชื่อมต่อที่เจ้าหน้าที่ต้องเร่งไปขยายผลพอสมควร

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่ดีเอสไอพบเรื่องเงินจำนวน 2,000 ล้านบาท ในส่วนของกรรมการภายในบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ นั้น โดยจากการสอบสวนทราบว่าตัวเงินเป็นของคนไทย ที่มีการกู้ยืมเงินเพื่อใช้ทำธุรกิจ โดยเป็นเรื่องสำคัญที่ดีเอสไอต้องไปขยายผลว่าแหล่งเงินจริงมาจากไหน เป็นของใคร เพราะดีเอสไอมีการตรวจสอบสถานะของคนไทยทั้ง 3 ราย ที่เป็นกรรมการในบริษัทฯ จึงพบว่าทั้งหมดไม่ได้มีสถานะเพียงพอที่จะไปดำเนินธุรกิจ หรือมีวิชาชีพหรือมีความเชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าว จึงทำให้เราต้องเร่งหาที่มาของเงิน 2,000 ล้านบาทนี้ และต้องตรวจสอบจากรายการเดินบัญชีด้วย (Statement) เพื่อดูเส้นทางการเงิน
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า ส่วนการติดตามจับกุมกรรมการคนไทยทั้ง 3 รายนั้น ดีเอสไอมีเบาะแสที่เชื่อว่าทั้งหมดยังอยู่ในประเทศไทย และเราอยู่ระหว่างเร่งติดตามจับกุมตัว พร้อมบอกอีกว่าจริงๆ แล้ว ดีเอสไอเพียงต้องการให้ทั้ง 3 รายเข้าให้ข้อมูล เพราะต้องการทราบว่าทั้ง 3 รายทำหน้าที่อะไรในบริษัท เพื่อจะต่อภาพทั้งหมดให้สมบูรณ์ แต่เมื่อเจ้าตัวไม่มีใครมาแสดงตัว และให้ข้อเท็จจริง จึงนำไปสู่การขออำนาจศาลออกหมายจับ เพื่อนำตัวทั้ง 3 รายมาซักถามข้อมูล ทั้งนี้ ดีเอสไอเป็นระบบฟังความสองฝ่าย พยานหลักฐานที่ได้จากผู้กล่าวหาในชั้นกล่าวหา ก็เป็นหลักฐานพอที่จะสามารถนำไปออกหมายจับได้ หลังจากนั้นดีเอสไอก็จะรับฟังความและพยานหลักฐานจากผู้ถูกกล่าวหาเช่นกัน ว่าจะมีคำอธิบายหรือหลักฐานอย่างไรมาหักล้างคำกล่าวหาหรือไม่ หากหักล้างได้ ก็สั่งไม่ฟ้อง แต่หากหักล้างไม่ได้ก็ต้องฟ้อง
พ.ต.ต.วรณัน กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีว่าตั้งแต่เกิดเหตุตึกถล่ม (28 มี.ค. 68) 3 คนไทยที่เป็นกรรมการฯ ในบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ ทั้งหมดไม่ได้หลบหนี แต่ได้มีผู้ให้ที่พักพิงหลบซ่อน จะมีความผิดหรือไม่นั้น ตนขอเรียนว่า ด้วยความที่เรื่องมันเกิดขึ้นก่อนที่เขามีหมายจับศาล มันก็ยังไม่เข้าข่ายการช่วยเหลือผู้ต้องหา ซึ่งที่ผ่านมา เราก็ได้พยายามสื่อสารให้เขาเข้ามาให้ข้อมูลตลอด ส่วนจะมีการออกหมายจับบุคคลใดเพิ่มเติมหรือไม่ ดีเอสไออยู่ระหว่างขยายผล เพราะจากการสอบปากคำนายจาง ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะต้องไปค้นเพิ่มเติม และหลังจากนี้จะมีการเรียกบุคคลใดมาสอบปากคำเพิ่มเติมหรือไม่ ตนทราบว่าตารางการสอบกลุ่มพยานมีทุกวัน และในวันนี้ทราบว่าจะมีนายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เข้ามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องวิศวกรรม และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

พ.ต.ต.วรณัน กล่าวต่อว่า ส่วนจะมีการเริ่มเปิดตู้คอนเทเนอร์ 24 ตู้ที่อายัด เนื่องจากพบในไซต์งานก่อสร้างตึก สตง. (แห่งใหม่) เมื่อใดนั้น ตอนนี้เร่งให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอและกิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี และกิจการร่วมค้า PKW ดำเนินการจัดทำแผนผังองค์กร เพราะเวลาที่เราจะตรวจสอบเอกสาร เราจะต้องมีคนที่ทำหน้าที่หลักในการตรวจเอกสาร และในวันที่ 30 เม.ย. หน่วยงานแรก คือ กิจการร่วมค้าที่เป็นผู้ก่อสร้าง จะส่งแผนผังองค์กรเข้ามาให้กับดีเอสไอ และจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง เข้ามาช่วย เนื่องจากเขามีความรู้ในเรื่องของเอกสารพวกนี้ และหลังจากนั้นก็จะมีการดำเนินการต่อไป
ส่วนกรณีของนายบินลิง วู จะอยู่เบื้องหลังหรือไม่นั้น พ.ต.ต.วรณัน กล่าวว่า เรื่องนี้ยังคงอยู่ในสำนวน และอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนสอบสวนก่อน ส่วน “นายตง เซี่ย” ซึ่งมีรายงานว่าเป็นกรรมการคนแรกของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ จะมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้หรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่ดีเอสไออยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ในส่วนการขอประกันตัวในชั้นสอบสวน ของนายชวนหลิง จาง เนื่องด้วยคดีนี้เป็นคดีที่มีความเสียหายเป็นวงกว้าง และนายจางเป็นบุคคลต่างชาติ และเป็นเรื่องที่ศาลอนุมัติออกหมายจับ จึงต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณาในการขอประกันตัวชั่วคราว.



