พลังแห่งการให้บางครั้งก็เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ อย่างเงินเพียง “หนึ่งบาท” วิสาหกิจชมรมแพทย์แผนไทยตำบลบ่อสวก หรือ “บ่อสวกเฮิร์บ” จังหวัดน่าน ร่วมกับกลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ่อสวก ได้สร้างสรรค์โมเดลรัฐสวัสดิการชุมชนภายใต้แนวคิด “1 บาทเพื่อรอยยิ้ม” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางในพื้นที่ที่มีมากกว่า 300 คน   

แม่ภาพ หรือ นางศิริมาต เรือนอุ่น ประธานวิสาหกิจชมรมแพทย์แผนไทยตำบลบ่อสวก และประธาน อสม.ตำบลบ่อสวก เล่าถึงที่มาว่า ในตำบลบ่อสวกมีประชากรกว่า 6,500 คน และมีกลุ่มผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และติดสังคมรวมกว่า 200-300 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีประมาณ 100 กว่าคนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วนที่สุด แต่การขอรับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแบบเดิมนั้นมีหลายขั้นตอนและล่าช้า ไม่ทันท่วงทีต่อสถานการณ์วิกฤตของผู้ป่วย   

จากจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2563 ที่ชมรมแพทย์แผนไทยตำบลบ่อสวก (บ่อสวกเฮิร์บ) ได้ผลิตลูกประคบสมุนไพรเพื่อใช้ดูแลคนป่วยในชุมชน ก่อนจะขยายสู่ ยาหม่อง สเปรย์ไล่ยุง และพิมเสนน้ำ โดยมุ่งเน้นการช่วยเหลือมากกว่าการค้า จนกระทั่งทาง อพท. น่าน ได้เข้ามาช่วยพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ทำให้มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาและกลายเป็นโอกาสในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ทางกลุ่มจึงเกิดแนวคิด “คืนกลับสู่สังคม”

โดยสมาชิกทุกคนพร้อมใจหักรายได้ 1 บาทจากการขายสินค้าทุกชิ้นเข้าสมทบ “กองทุนผู้ป่วยติดเตียงตำบลบ่อสวก” ทำให้ทุกคนที่อุดหนุน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนในพื้นที่ ได้ร่วมทำบุญโดยอัตโนมัติ จุดเด่นสำคัญของกองทุนนี้คือ “ความรวดเร็วและตอบโจทย์ตรงจุด” มีคณะกรรมการและฝ่ายบัญชีการเงินที่ร่วมบริหารจัดการแต่มีความคล่องตัว จึงสามารถเบิกจ่ายได้ทันทีเมื่อมีเคสเร่งด่วน เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ที่เพิ่งกลับจากโรงพยาบาลและต้องการแผ่นรองกันเปียกหรือผ้าอ้อมผู้ใหญ่ทันที นอกจากนี้ เงินกองทุนยังถูกนำไปใช้ใน 3 ทิศทางหลัก คือ จัดซื้อเวชภัณฑ์จำเป็น: แผ่นรองกันเปียก ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ สำลี แอลกอฮอล์ และอุปกรณ์ทำแผล สร้างนวัตกรรมสมุนไพรรักษา นำลูกประคบและน้ำมันเหลืองไปนวดบำบัดผู้ป่วยเพื่อป้องกันแผลกดทับและกล้ามเนื้อฝ่อ ปรับสภาพแวดล้อมและสวัสดิการ เช่น เปลี่ยนส้วมนั่งยองเป็นชักโครก ติดราวจับในห้องน้ำ เพิ่มไฟส่องสว่าง รวมถึงสนับสนุนค่าอาหารในผู้ป่วยรายที่ขาดคนดูแลด้วย  

ตลอดระยะเวลา 5 ปีของการจัดตั้งกองทุน (2563 – ปัจจุบัน) ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า โมเดลการหักเงินเพียง 1 บาทสามารถเติบโตและกลายเป็นเครือข่ายสุขภาพที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน