นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดชายแดนเป็นพื้นที่ ที่มีลักษณะพิเศษด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับต่างประเทศ มีสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบ ต่อความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพของประชาชน อีกทั้งเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดภัยพิบัติซ้ำซาก พืชเกิดโรคระบาดรุนแรง ราคาพืชและผลผลิตตกต่ำ ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนยากจนที่ตกเกณฑ์ ความจำเป็นพื้นฐาน โดยกรมส่งเสริมการเกษตรมีแนวทางที่สอดรับกับการแก้ไขปัญหาแบบองค์รวมและส่งเสริมพัฒนาทุกมิติ โดยน้อมนำแนวทางพระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นแนวทาง ในการดำเนินการบนฐานของความต้องการของประชาชนตามศักยภาพของพื้นที่เป็นสำคัญ โครงการพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่ ขับเคลื่อนภายใต้แผนงานบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอจะนะ เทพา นาทวี และอำเภอสะบ้าย้อย ดำเนินการ 3 แนวทาง คือ ด้านความมั่นคง ด้านการพัฒนา และด้านการบริหารจัดการภาครัฐ
กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการ ยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับศักยภาพ ของพื้นที่เสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้มีอาหารบริโภค ลดรายจ่าย มีรายได้ ส่งเสริมการทำการเกษตรรองรับ การพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยมีกิจกรรม มุ่งเน้นพัฒนาความรู้และทักษะ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ส่งเสริมการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีเป้าหมายในการพัฒนาเกษตรกรครัวเรือนยากจนที่ตกเกณฑ์ความจำเป็นพื้นฐาน โดยจะได้รับรายชื่อจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เจ้าภาพแผนงานหลักในการขับเคลื่อนงาน
น.ส.รอฟีอะห์ บินกือจิ เกษตรกร ตำบลมาโมง อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่า เดิมรับจ้างทำงานอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย มีครอบครัวจึงกลับมาอยู่บ้านอาศัยพื้นที่ว่าง ปลูกพืชผัก สมุนไพร เพื่อสร้างอาชีพสร้างรายได้ และใช้เวลาว่างรับจ้างทั่วไป มีรายได้ประมาณ 35,000 บาทต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพของครอบครัว จึงวางแผนพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรและสร้างรายได้เพิ่มร่วมกับโครงการฯ โดยเกษตรอำเภอสุคิริน และเจ้าหน้าที่ ได้เปิดมุมมองการสร้างโอกาสเข้าถึงอาชีพการเกษตร การทำเกษตรปลอดภัย การลดต้นทุน และต่อยอดการจำหน่ายผลผลิตผ่านตลาดออนไลน์ ให้ความรู้และสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ผักเพื่อทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต่อเนื่อง 3 ปี ทำให้ตนมีความรู้ ทุน ทักษะ และแรงใจต่อสู้รวมกับความตั้งใจเดิมที่จะกลับมาทำกินในบ้านเกิดตนเอง ปลูกพืชผักที่เป็นที่นิยมบริโภคของอำเภอสุคิริน เช่น พริกเหลืองพัทลุง แตงกวา ถั่วฝักยาว ถั่วพู บวบ ผักบุ้ง มะเขือเปราะ รวมพื้น 3 ไร่ และเลี้ยงแพะเพิ่ม ปัจจุบันมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 98,000 บาทต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของสมาชิกครอบครัว ปัจจุบันได้เข้าร่วมพัฒนาและยกระดับการผลิตพืชกับสำนักงานเกษตรอำเภอสุคิริน อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาตัวเองเพื่อให้เป็น Smart Farmer อีกทั้งยังเป็นพี่เลี้ยงออนไลน์ให้คำปรึกษา แนะนำ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับผู้สนใจปลูกพืชผักอีกด้วย โดยนางสาวรอฟีอะห์ บินกือจิ ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการสร้างรายได้และยกระดับอาชีพทางการเกษตรว่า “ขอแค่เราลงมือทำจริง เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ ไม่เคยปล่อยมือและทิ้งเราไว้ข้างหลัง”



