เป็นไม้เนื้ออ่อนและเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ต้นมีความสูงประมาณ 3-10 เมตร และมีกิ่งก้านสาขามาก เปลือกเป็นสีเทามีรอยขรุขระหนา ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับ มีใบย่อยขนาดเล็กรูปขอบขนาน ปลายใบมนกว้าง ขอบใบและแผ่นใบเรียบ ใบสีเขียว กว้างประมาณ 1-1.5 ซม. และยาวประมาณ 3-4 ซม. โดยจะออกเรียงเป็นคู่ 30-50 ใบ ขนานกัน ดอก มีลักษณะคล้ายดอกถั่วฝักยาว ออกเป็นช่อ แต่ละช่อมีดอกประมาณ 2-4 ดอก ดอกมีสีขาวหรือสีแดง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ และมีความยาวดอก 6-10 ซม. กลีบเลี้ยงเป็นรูประฆัง หรือ รูปถ้วย ผลเป็นฝักสีเขียนแบนยาว ประมาณ 8-15 ซม. ฝักเมื่อแก่จะแตกออก และภายในมีเมล็ดแคอยู่มาก เมล็ดกลมแป้น สีน้ำตาล มีหลายเมล็ด

แคมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายอุดมไปด้วยวิตามินซึ่งมีส่วนช่วยต่อต้านและยับยั้งมะเร็ง เพราะมีสารที่มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี  ดอก  ยอดอ่อน  ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ช่วยป้องกันและรักษาอาการหวัด  ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย แก้ร้อนใน กระหายน้ำ  ช่วยคุมธาตุในร่างกาย ช่วยในเรื่องความจำ ป้องกันการเกิดเนื้องอก บรรเทาอาการไข้ ปวด โลหิตจาง ช่วยบำรุงและรักษาสายตา เนื่องจากมีเบตาแคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้  ช่วยแก้โรคตาบอดตอนกลางคืน ด้วยการใช้ใบสด 20 กรัม เทน้ำเดือด 1 ลิตร ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วกรองเอาใบแคออก นำมาดื่มแก้อาการ  ใบ ช่วยบำรุงและเสริมสร้างกระดูกและฟัน เนื่องจากอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส  ดอกแคมีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ ลดอาการไข้ ถอนพิษไข้ในร่างกาย ช่วยแก้ไข้หัวลม ช่วยชะลอความแก่ชรา แก้อาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ป้องกันโรคเบาหวาน ทำให้ร่างกายไม่อ่อนแอหรือเหนื่อยง่าย ป้องกันผมร่วง บำรุงผิวพรรณ ป้องกันผิวแห้งแตกหรือริ้วรอย ลดปัญหาเล็บมือ เล็บเท้าเปราะแตกง่าย ลดอาการซึมเศร้า อาการหงุดหงิด นอนไม่หลับ

การบริโภคดอกแคอาจมีข้อควรระวัง เพราะเกสรสีเหลืองด้านในของดอกแคมีรสขม ดังนั้น ก่อนนำไปประกอบอาหารควรเด็ดเกสรออกก่อนเสมอ ดอกแคสดมีรสเฝื่อนจึงไม่นิยมรับประทานสด โดยส่วนใหญ่จึงนำไปลวกและรับประทานคู่กับน้ำพริก หรือทำเป็นแกงส้ม การรับประทานดอกแคในปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลให้ท้องไส้ปั่นป่วนและอาเจียนได้