เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี มอบหมายให้นายวิทศักดิ์ จำเริญนุสิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี รับหนังสือข้อเรียกร้องขอให้การอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและที่ดินราชพัสดุในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งนำโดย ดร.มาโนช เพ็ชรชู ประธานสมาพันธ์คนไร้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยสุราษฎร์ธานี พร้อมกับประชุมหารือร่วมกับแกนนำ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดฯ ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่จังหวัดฯ ให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้หนังสือดังกล่าว อ้างถึงกลุ่ม/องค์กร/ชาวบ้าน ในนามสมาพันธ์คนไร้ที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยสุราษฎร์ธานี ได้เรียกร้องให้จังหวัดฯ นำแปลงที่ดินบริษัทเอกชน ซึ่งเคยได้รับอนุญาตปลูกปาล์มน้ำมัน และสิ้นสุดการอนุญาตแล้ว มาจัดสรรให้ราษฎรเป็นที่ดินทำกินและอยู่อาศัย ตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2546 โดยทางจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้นำแปลงที่ดินมาจัดสรรให้ราษฎรบางส่วนแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2549

อย่างไรก็ตามยังมีราษฎรจำนวนมาก ที่ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย มีความประสงค์ให้หน่วยงานราชการและรัฐบาล ได้นำแปลงที่ดินบริษัทเอกชนที่สิ้นสุดการอนุญาตแล้ว และที่ยังไม่ได้รับการอนุญาตจากส่วนกลาง ซึ่งเห็นว่าจังหวัดสุราษฎร์ธานี รับทราบความต้องการของกลุ่มผู้เรียกร้อง ในการเสนอคัดค้านเพื่อให้มีการอนุญาตให้บริษัทเอกชนเข้าทำประโยชน์หรือเช่าที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ หรือเช่าที่ดินราชพัสดุในท้องที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะเนื่องจากขัดกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2535 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2546 กำหนดพื้นที่ที่หมดอายุการอนุญาต ให้ยุติการต่ออนุญาตไว้ก่อน
ดังนั้นเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยให้กับราษฎรผู้ยากจน ซึ่งเป็นปัญหาของรัฐบาลที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ในการดำเนินโครงการจัดสรรที่ดินให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ทางสมาพันธ์ฯ จึงขอคัดค้านการต่ออนุญาตให้บริษัทเอกชนเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ และการให้เช่าที่ดินราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ สฏ.848 ทุกแปลง ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการอย่างเร่งด่วนต่อไป ซึ่งในเบื้องต้นทางรองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้รับทราบปัญหาและรับเรื่องไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายต่อไป



