ท่ามกลางกระแสรักสุขภาพที่เน้นย้ำเรื่องรูปร่างผอมเพรียว หลายคนอาจหลงลืมไปว่าร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงนั้น ซับซ้อนกว่าเพียงแค่ตัวเลขบนตาชั่ง ล่าสุด วงการแพทย์ได้ออกมาเปิดประเด็นที่น่าสนใจว่า ในบางสถานการณ์โดยเฉพาะยามเจ็บป่วย ร่างกายที่มีไขมันสำรองในระดับที่เหมาะสม กลับช่วยปกป้องเราได้ดีกว่าการมีรูปร่างผอมบาง
ความเชื่อที่ว่า “อ้วน = ป่วย” นั้นฝังรากลึกในสังคม แต่ในความเป็นจริง การมีน้ำหนักตัวน้อยเกินไป ก็ซ่อนความเสี่ยงไว้มากมาย เริ่มตั้งแต่ระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอ ทำให้ร่างกายอ่อนแอต่อการติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะ ไข้หวัดใหญ่ หรือ ปอดอักเสบ นอกจากนี้ ภาวะผอมแห้งยังส่งผลกระทบต่อสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ดังที่เรามักได้ยินข่าวหญิงสาวที่ลดน้ำหนักอย่างหักโหมจนประจำเดือนมาไม่ปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ
ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายที่ผอมเกินไปยังเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง กระดูกพรุน และการขาดวิตามินที่จำเป็น เมื่อยามเจ็บป่วยมาเยือน ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะตึงเครียด และต้องการพลังงานสำรองจำนวนมากเพื่อต่อสู้กับโรคภัย ไขมันที่สะสมไว้ในร่างกายจึงเปรียบเสมือน “ขุมพลังงาน” สำคัญที่ร่างกายสามารถนำมาใช้ได้ ในช่วงที่รับประทานอาหารได้น้อย หรือไม่สามารถรับประทานได้เลย

แพทย์ได้ยกตัวอย่างผู้ป่วยโรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมักจะน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วระหว่างการรักษา ผู้ป่วยที่มีรูปร่างอ้วนท้วมเมื่อแรกเข้ารับการรักษา มักจะสามารถรับมือกับการสูญเสียน้ำหนักได้ดีกว่าผู้ที่มีรูปร่างผอมบาง เนื่องจากร่างกายของพวกเขามีไขมันสำรองเพียงพอที่จะนำมาใช้เป็นพลังงาน หากร่างกายไม่มีไขมันสำรอง ร่างกายจะเริ่มดึงพลังงานจากน้ำตาลและโปรตีนในกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
แน่นอนว่า เราไม่ได้สนับสนุนให้ทุกคนละเลยการดูแลรูปร่างจนเกินพอดี เพราะการมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือภาวะอ้วน ก็เป็นบ่อเกิดของโรคภัยนานาชนิดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูง ซึ่งล้วนเป็นผลพวงจากการทำงานที่ผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกาย
นอกจากนี้ น้ำหนักที่มากเกินไปยังเป็นภาระหนักอึ้งต่อข้อต่อต่างๆ โดยเฉพาะข้อเข่าและข้อสะโพก ทำให้เกิดการสึกหรอ และนำไปสู่ปัญหาการเคลื่อนไหวในระยะยาว อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงน้ำดีอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ และที่น่ากังวลคือ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่เชื่อมโยงภาวะอ้วน กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งเต้านม

ดังนั้น คำถามสำคัญคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำหนักตัวของเราอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม?
ปัจจุบัน มีเครื่องมือที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลคือ ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) ซึ่งคำนวณได้จาก น้ำหนักตัว [กิโลกรัม] ÷ ส่วนสูง [เมตร] ยกกำลังสอง ยกตัวอย่างเช่น ผู้หญิง น้ำหนัก 65 กิโลกรัม ส่วนสูง 155 เซนติเมตร ดัชนีมวลกาย (BMI) = 65 ÷ [1.55 x 1.55]
สำหรับชาวเอเชีย รวมถึงคนไทย เกณฑ์ BMI ปกติจะอยู่ที่ระหว่าง 18.5-23.9 หาก BMI ตั้งแต่ 24 ขึ้นไป ถือว่ามีน้ำหนักเกิน และหาก BMI ตั้งแต่ 28 ขึ้นไป ถือว่าเข้าสู่ภาวะอ้วน ตัวอย่างเช่น หากคุณสูง 1.65 เมตร และมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม BMI ของคุณจะอยู่ที่ประมาณ 18.4 ซึ่งถือว่าผอมเกินไป แต่หากมีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม BMI จะอยู่ที่ประมาณ 25.7 ซึ่งหมายถึงภาวะน้ำหนักเกิน แต่ยังไม่ถึงขั้นอ้วน
การรักษาสมดุลของน้ำหนักตัว จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราควรใส่ใจกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบถ้วน และในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายมีทั้งพลังงานสำรองที่เพียงพอต่อการต่อสู้กับโรคภัย และหลีกเลี่ยงภาวะน้ำหนักเกิน ที่นำมาซึ่งโรคเรื้อรังต่างๆ การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมต่างหาก คือกุญแจสำคัญสู่ชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ
ที่มาและภาพ : sohu, freepik


