สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร จำกัดผลกระทบของมาตรการภาษีทับซ้อนที่มีต่อบริษัทผลิตรถยนต์ หมายความว่า ผู้ประกอบการจะไม่ต้องจ่ายภาษีพร้อมกันสองทาง หมายถึงกับมาตรการภาษี 25% สำหรับยานยนต์นำเข้า และอีก 25% สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้า โดยให้เลือกเฉพาะอัตราที่ต้องจ่ายสูงสุด
ขณะที่บริษัทซึ่งนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ที่ประกอบในสหรัฐ สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอรับค่าชดเชยราคาขายปลีกของรถยนต์คันหนึ่งได้ 3.75% ในปีแรก และ 2.5% ในปีที่สอง
BREAKING: Trump is backtracking in part on his auto tariffs. This was predictable. It couldn't work.
— Ed Krassenstein (@EdKrassen) April 29, 2025
Trump is doing what they call "destacking" the Auto Tariffs.
Car manufacturers will pick the highest tariff and only get charged for that one.
They would mostly face the 25%… pic.twitter.com/NH9hv9JUol
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังลงนามในคำประกาศ ซึ่งมอบระยะเวลาผ่อนผันให้แก่อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นเวลา 2 ปี ในการย้ายห่วงโซ่อุปทานกลับมายังสหรัฐ
ภาษีดังกล่าวสร้างความวุ่นวายและปั่นป่วนอย่างหนักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอเมริกาเหนือ เนื่องจากแม้รถยนต์ที่ผลิตในแคนาดาและเม็กซิโก ได้รับการยกเว้น เนื่องจากทั้งสามประเทศมีข้อตกลงการค้าไตรภาคีร่วมกัน แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมอัตรา 25% ที่แคนาดาและเม็กซิโก ไม่ได้รับการยกเว้น
ทั้งนี้ การวิเคราะห์โดยเวลบุช ซีเคียวริตี เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา คาดการณ์ว่า ราคารถยนต์ในสหรัฐ มีแนวโน้มแพงขึ้น เฉลี่ยคันละ 5,000-10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 167,150-334,300 บาท) เนื่องจากมาตรการภาษีรถยนต์ และมาตรการภาษีชิ้นส่วนยานยนต์ ที่จะมีผลในวันที่ 3 พ.ค. นี้ เพราะจนถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐ ยังไม่สามารถประกอบรถยนต์ได้เองเบ็ดเสร็จ 100%.
เครดิตภาพ : AFP



