สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร จำกัดผลกระทบของมาตรการภาษีทับซ้อนที่มีต่อบริษัทผลิตรถยนต์ หมายความว่า ผู้ประกอบการจะไม่ต้องจ่ายภาษีพร้อมกันสองทาง หมายถึงกับมาตรการภาษี 25% สำหรับยานยนต์นำเข้า และอีก 25% สำหรับเหล็กและอะลูมิเนียมนำเข้า โดยให้เลือกเฉพาะอัตราที่ต้องจ่ายสูงสุด


ขณะที่บริษัทซึ่งนำเข้าชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์ที่ประกอบในสหรัฐ สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอรับค่าชดเชยราคาขายปลีกของรถยนต์คันหนึ่งได้ 3.75% ในปีแรก และ 2.5% ในปีที่สอง


นอกจากนี้ ทรัมป์ยังลงนามในคำประกาศ ซึ่งมอบระยะเวลาผ่อนผันให้แก่อุตสาหกรรมรถยนต์เป็นเวลา 2 ปี ในการย้ายห่วงโซ่อุปทานกลับมายังสหรัฐ


ภาษีดังกล่าวสร้างความวุ่นวายและปั่นป่วนอย่างหนักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอเมริกาเหนือ เนื่องจากแม้รถยนต์ที่ผลิตในแคนาดาและเม็กซิโก ได้รับการยกเว้น เนื่องจากทั้งสามประเทศมีข้อตกลงการค้าไตรภาคีร่วมกัน แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมอัตรา 25% ที่แคนาดาและเม็กซิโก ไม่ได้รับการยกเว้น

ทั้งนี้ การวิเคราะห์โดยเวลบุช ซีเคียวริตี เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา คาดการณ์ว่า ราคารถยนต์ในสหรัฐ มีแนวโน้มแพงขึ้น เฉลี่ยคันละ 5,000-10,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 167,150-334,300 บาท) เนื่องจากมาตรการภาษีรถยนต์ และมาตรการภาษีชิ้นส่วนยานยนต์ ที่จะมีผลในวันที่ 3 พ.ค. นี้ เพราะจนถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐ ยังไม่สามารถประกอบรถยนต์ได้เองเบ็ดเสร็จ 100%.

เครดิตภาพ : AFP