เมื่อวันที่ 30 เม.ย. นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกมาเปิดเผยผ่านเพจเฟซบุ๊ก “หมอเจด” ถึงความเชื่อผิดๆ ที่แพร่หลายในโลกโซเชียล เกี่ยวกับการดื่มน้ำแดงเพื่อบำรุงตับ

นายแพทย์เจษฎ์ ระบุว่า หลายคนอาจเคยได้ยินหรือเห็นข้อความที่แนะนำให้ดื่มน้ำแดงผสมโซดาเย็นๆ เพื่อช่วยให้ตับฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว น้ำแดงที่เราดื่มกันนั้น จัดเป็น “น้ำเชื่อมปรุงแต่งกลิ่นและสี” ซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือน้ำตาล (ซูโครส) ในปริมาณที่เข้มข้นมาก โดยน้ำแดง 1 แก้วนั้น เต็มไปด้วยน้ำตาล น้ำเปล่า และสารปรุงแต่งกลิ่นสีสังเคราะห์ โดยไม่มีวิตามิน เกลือแร่ หรือสารอาหารใดๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ตับโดยตรง

คุณหมอเจษฎ์ อธิบายว่า สาเหตุที่หลายคนรู้สึกดีขึ้นหลังดื่มน้ำแดง โดยเฉพาะหลังความเหนื่อยล้าหรือการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นผลมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีน หรือสารแห่งความสุข แบบชั่วคราว ทำให้รู้สึกสดชื่นและหายเพลีย ซึ่งเป็นเพียงความรู้สึกหลอกลวงที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของตับ

ที่น่ากังวลคือ หากดื่มน้ำแดงบ่อยๆ หรือดื่มแทนน้ำเปล่า ปริมาณน้ำตาลที่มากเกินไปจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในตับ และอาจนำไปสู่ “โรคไขมันพอกตับจากน้ำตาล” (Metabolic Fatty Liver) ได้ นอกจากนี้ การบริโภคน้ำตาลในปริมาณมากยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและภาวะอ้วนลงพุง เนื่องจากตับมีหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และการทำงานหนักเกินไปอาจทำให้ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน

นายแพทย์เจษฎ์ สรุปว่า น้ำแดงให้พลังงานสูงจากน้ำตาล ซึ่งให้ความรู้สึกดีเพียงชั่วคราว แต่ไม่มีสารอาหารที่ช่วยซ่อมแซมหรือลดการอักเสบของตับ การดื่มบ่อยหรือมากเกินไปจึงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับ โดยเฉพาะโรคไขมันพอกตับที่พบมากขึ้นในคนรุ่นใหม่ หากต้องการดูแลตับอย่างแท้จริง ทางออกคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น นอนหลับให้เพียงพอ งดดื่มแอลกอฮอล์ ลดปริมาณน้ำตาลในอาหาร และเพิ่มการบริโภคผักในแต่ละมื้อ

ขอบคุณเพจหมอเจด