กรณีการจับกุมตัว นายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี ชาวจีน หลังขับรถเก๋งประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำ ก่อนที่ตำรวจจะพบอาวุธปืนพร้อมแม็กกาซีนอยู่ภายในรถ ในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ก่อนจะถูกนำตัวไปค้นบ้านพัก จนพบอาวุธปืนสงคราม วัตถุระเบิดชนิดแรงทำลายล้างสูง วัตถุระเบิดแบบสังหารบุคคลและแบบขว้าง รวม 10 ลูก และวัตถุประกอบวัตถุระเบิด รวมถึงน้ำมันจำนวนมาก ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 พ.ค. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. เปิดเผยว่า อาวุธปืนที่ตำรวจตรวจพบเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว เป็นอาวุธปืน 1 กระบอก พบอยู่กับชาวจีนใน จ.ชลบุรี เป็นอาวุธปืนของตำรวจ สน.สายไหม ซื้อจากสวัสดิการของ บช.น. ตั้งแต่ปี 2545 เป็นอาวุธปืนยี่ห้อกล็อก 26 เป็นปืนสวัสดิการ และเป็นอาวุธปืนประจำตัวสำหรับใช้ส่วนตัว โดยมีระบุห้ามเปลี่ยนมือ ถือเป็นปืนมรดก หากมีการซื้อขายถือว่าไม่ถูกต้อง
ส่วนกรณีมีการขายต่อเป็นทอด ๆ หลายทอดนั้น บช.น.ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อรายงานต่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบว่ามีการซื้อขายไม่ถูกต้อง การครอบครองผิดกฎหมาย หรือมีความผิดทางวินัยหรืออาญาหรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการจะรายงานผลให้ทราบต่อไป
เมื่อถามว่าอาวุธปืนที่ถูกขายต่อหลายทอดจะมีการเรียกสอบทั้งหมดหรือไม่ ผบช.น. กล่าวว่า จะมีการเรียกสอบทุกคนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคนจีนดังกล่าวด้วย ตามใบ ป.4 ระบุว่าเป็นการตกทอดเป็นมรดก ส่วนการขายต่อจะผิดอย่างไรนั้น ต้องรอผลตรวจสอบจากคณะกรรมการ ทั้งพยานหลักฐาน วัตถุพยาน และเอกสารว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง โดยพบว่ามีประมาณ 3 ทอด หากพบความผิดจะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและอาญาอย่างไม่ละเว้น
จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า มีการปล่อยปืนทอดแรกเพื่อใช้เงินในครอบครัว แต่ต้องรอการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง โดยอาวุธปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนสวัสดิการของตำรวจ ซึ่งมีวงรอบการตรวจสอบอยู่แล้ว และห้ามซื้อขาย เว้นแต่กรณีตกทอดเป็นมรดก
ส่วนกรณีอาวุธปืนสงครามที่ตรวจพบเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนของตำรวจ สน.สายไหม หรือไม่นั้น ผบช.น. กล่าวว่า หลังได้รับรายงานและคำสั่งจาก ผบ.ตร. ได้สั่งให้ตรวจสอบพื้นที่บ้านเลขที่ และบ้านอดีตภรรยาแล้ว ยังไม่พบอาวุธปืนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม แต่ยังต้องตรวจสอบความเชื่อมโยงทั้งหมด รวมถึงบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ ยืนยันว่าให้ความสำคัญกับการป้องกันความปลอดภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยสั่งให้ บก.สส.บช.น. และกก.บก.น.3 สืบสวนขยายผลว่ามีผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่
เมื่อถามถึงที่มาของอาวุธปืนตั้งแต่ปีใดนั้น ขอให้คณะกรรมการตรวจสอบให้ชัดเจน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้ครอบครองคนจีน ว่าผ่านมือใครบ้าง และมีเจตนาใด โดย ผบ.ตร. ได้สั่งกำชับให้กวดขันการจับกุมอาวุธปืนอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว รวมถึงมีคำสั่งให้ดำเนินคดีกับผู้ครอบครองที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ
เมื่อถามว่าอาวุธปืนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพื้นที่กรุงเทพฯ หรือไม่ ผบช.น. กล่าวว่า บช.น. ได้ประสานกับ บช.ภ.2 ในการป้องกันและเฝ้าระวังเหตุร้าย ส่วนผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรเป็นสิทธิของเขา แต่ตำรวจมีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อป้องกันเหตุร้ายในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวง และต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ เนื่องจากมีงานสำคัญปลายปีนี้
ทั้งนี้ ย้ำว่าต้องป้องกันทุกมิติ ทั้งเหตุกราดยิงและการใช้อาวุธปืนผิดกฎหมาย โดยต้องดำเนินการตรวจค้นตามวงรอบ ขณะที่ผู้ต้องหาจะให้การอย่างไรก็เป็นสิทธิ แต่ตำรวจต้องทำหน้าที่ป้องกันความปลอดภัยสูงสุด ส่วนข้อสงสัยเรื่องการให้การไม่ตรงข้อเท็จจริงอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองทัพเรือและตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี เพื่อขยายผลต่อไป โดยย้ำว่ากรุงเทพมหานครต้องยกระดับมาตรการความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงขึ้นอีก.



