วันนี้ (2 พ.ค.) นายเอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC 1441 เปิดเผยกับ “เดลินิวส์” ถึงกรณี ดร.หนุ่มวัย 32 ปี อาชีพวิศวกร ที่ถูก “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” หลอกโอนเงินกว่า 8 ล้านบาท ว่า ปัจจุบัน พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว เป็นการยกระดับการดำเนินการสั่งการระงับบัญชีได้เร็วมากขึ้น มีการบูรณาการทำงานทั้งตำรวจ ธนาคาร และผู้ให้บริการมือถืออยู่แล้ว โดยมีขั้นตอน หากผู้เสียหายโทรฯ เข้ามาที่ AOC 1441 จะสามารถรับแจ้งความและระงับบัญชีม้าแถว 1 ได้ทันที จากนั้นธนาคารต่างๆ จะเร่งดำเนินการอายัดบัญชีม้าแถวต่อๆ ไป ขณะที่เบอร์มือถือที่ใช้โทรฯ หลอก ก็จะถูกเข้ามาในระบบแบล็กลิสต์ เพื่อตรวจสอบผู้ครอบครอง เพื่อติดตามดำเนินคดีตามกระบวนการ รวมถึงติดตามในส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นคริปโตเคอร์เรนซี ที่ส่วนใหญ่เป็นปลายทางของเงินด้วย

ซึ่งในส่วนของกรณี ดร.หนุ่มวัย 32 ปี อาชีพวิศวกร ที่ถูก “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ขู่บังคับให้โอนเงินกว่า 8 ล้านบาท นั้น เท่าที่ทราบไม่ได้มีการเข้ามาแจ้งความ หรือแจ้งอายัดกับทาง ศปอท. แต่เป็นการไปแจ้งกับทางตำรวจไซเบอร์ ซึ่งในเรื่องการร่วมรับผิดของธนาคาร และผู้ให้บริการมือถือ จะต้องมีการตรวจสอบและพิสูจน์ทราบกัน เป็นความบกพร่องของผู้ให้บริการหรือเจ้าของบัญชีเอง เช่น ชื่อบัญชีที่โอนไปอยู่ในข้อมูลบัญชีม้าของ ศปอท. แล้ว ธนาคารต้องอายัดหรือไม่ให้ทำธุรกรรม แต่ปล่อยให้สามารถใช้โอนได้อยู่ ธนาคารก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบ หรือผู้ให้บริการมือถือ ไม่ปิดกั้นเบอร์ที่อยู่ในแบล็กลิสต์ หรือลงทะเบียนไม่ถูกต้อง ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิด ขณะเดียวกันหากเส้นเงินไปอยู่ที่คริปโตเคอร์เรนซี ก็ต้องตรวจสอบเช่นเดียวกัน

นายเอกพงษ์ กล่าวต่อว่า ตาม พ.ร.ก. ฉบับใหม่ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนให้ผู้กำกับดูแลสถาบันการเงินคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และผู้กำกับดูแลผู้ให้บริการมือถือ คือ สำนักงาน กสทช. ไปตรวจสอบและกำหนดมาตรฐานที่ตนเองต้องดำเนินการ เช่น เรื่องระยะเวลาในการระงับบัญชีที่แต่ละธนาคารใช้เวลาไม่เท่ากัน ใช้เวลาเท่าไรถึงเหมาะสม เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.ก. ฉบับนี้ และหากไม่ดำเนินการหรือทำไม่ได้ตามมาตรฐาน ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบหรือชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือในส่วนของผู้ให้บริการมือถือ หากปล่อยให้มีการส่งเอสเอ็มเอสแนบลิงก์ดูดเงิน โดยที่ไม่มีการคัดกรอง หรือไม่ปิดกั้นเบอร์มือถือที่อยู่ในแบล็กลิสต์ หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเบอร์ใคร จดทะเบียนไม่ถูกต้อง ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิด แต่หากดำเนินการได้ตามมาตรฐานแล้ว ก็ไม่ต้องร่วมรับผิด โดยให้นำมาเสนอภายในกลางเดือน พ.ค. นี้

“อยากฝากให้ประชาชนที่ถูกหลอกลวง ให้รีบแจ้งมาที่ ศปอท. หรือ AOC 1441 ซึ่งตามอำนาจของ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฉบับที่ 2 ได้ให้อำนาจศูนย์ฯ ในการรับแจ้งความและอายัดบัญชีได้ทันที ซึ่งเป็นการทำงานแบบวันสต็อปเซอร์วิส เบ็ดเสร็จ ระบบต่างที่เชื่อมต่อกัน จะมาอยู่ที่ ศปอท. ทั้งหมด โดยจะอายัดบัญชีที่มีชื่อเกี่ยวข้องทุกบัญชี รวมถึงการเอาผิดแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีการปล่อยให้มีโฆษณาหลอกหลวงบนแพลตฟอร์มด้วย ซึ่งมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง มานั่งทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญญาให้ประชาชนที่โดนมิจฉาชีพและแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก” นายเอกพงษ์ กล่าว