ปัญหา PM2.5ส่งผลกระทบกับสุขภาพประชาชนในระยะสั้นและระยะยาว ยังเป็นเรื่องท้าทายในการออกนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไข ป้องกัน และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพประชาชน

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ร่วมกับ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจากโครงการศึกษาการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการลดฝุ่นจากไอเสียรถยนต์กลุ่มเป้าหมาย (รถกระบะและรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซล) ภายใต้ทุนอุดหนุนการวิจัยและนวัตกรรม P24 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤตเร่งด่วนของประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม

ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. กล่าวว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑลซึ่งมีการจราจรคับคั่ง กลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์ดีเซลเป็นสาเหตุหลักที่มีการปล่อยควันดำในไอเสียที่สัมพันธ์กับปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine learning) เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence, AI) และการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์ (Computer vision) บนความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานกล้อง CCTV ในระบบควบคุมการจราจร สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักของโครงการพัฒนาเป็นผลผลิต ได้แก่ ระบบตรวจวัดปริมาณควันทึบแสงจากยานยนต์ด้วยวิธี Computer vision, แพลตฟอร์มระบบประมวลผล แสดงผล และบริหารจัดการข้อมูลเพื่อคัดกรองและติดตามรถยนต์กลุ่มเป้าหมาย และการแสดงผลสถานการณ์การปล่อยฝุ่นละอองจากภาคคมนาคม ซึ่งผลผลิตที่ได้พัฒนาขึ้นจะเป็นเครื่องมือช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการควบคุมรถยนต์กลุ่มเป้าหมายได้ผลมากขึ้นและช่วยลดผลกระทบต่อการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเครื่องมือเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการควบคุมรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษ ลดผลกระทบต่อการจราจร และนำไปสู่การพัฒนานโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษอากาศและภูมิอากาศ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า วช. สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ภายใต้แผนงาน P24 การแก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤตเร่งด่วนของประเทศ แบ่งการสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมให้มีความบูรณาการและมุ่งเป้าตามแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองในพื้นที่เป้าหมายที่แตกต่างกัน ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคป่าไม้ ภาคคมนาคม ฝุ่นละอองข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้าน และการสร้างระบบข้อมูลแบบบูรณาการ ซึ่งในส่วนของภาคคมนาคม มีพื้นที่เป้าหมายเร่งด่วนเป็นเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีการจราจรคับคั่ง อาศัยแนวทางสำคัญในการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการลดปริมาณการปล่อยฝุ่นละอองจากการคมนาคมทางถนน ผ่านการพัฒนาระบบคัดกรองการตรวจสอบปริมาณไอเสียรถยนต์กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการพัฒนารูปแบบโมเดลการจัดการเพื่อจำกัดและควบคุมรถยนต์กลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมกับระดับปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ในบรรยากาศ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลผลิตจากโครงการนี้จะถูกนำไปใช้และผลักดันให้เกิดประโยชน์โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจะนำไปสู่การพัฒนาข้อกฎหมายและแนวทางการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



