เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่กระทรวงแรงงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน และนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมเปิดโครงการและลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) “โครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพคนพิการและผู้ดูแลคนพิการสู่ความยั่งยืน” โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หน่วยงานภาครัฐและเครือข่ายฝีมือแรงงานร่วมสนับสนุน 12 หน่วยงาน มีผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เข้าร่วม
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยมีคนพิการในวัยแรงงานราวๆ 800,000 คน ซึ่งจำนวนมากยังขาดโอกาสในการเข้าถึงการฝึกอาชีพ กระทรวงแรงงานจึงร่วมกับกระทรวง พม. และเครือข่ายฝีมือแรงงานทั่วประเทศ จัดหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อเสริมทักษะตามศักยภาพ และส่งต่อไปยังตลาดแรงงานอย่างเป็นระบบ โดยเน้นให้คนพิการสามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคง โดยในปี 2568 ตั้งเป้าฝึกอบรมคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ 4,328 คน รวม 215 รุ่น ใน 5 กลุ่มอาชีพ ได้แก่ 1. เครื่องดื่มและอาหาร 2. เทคโนโลยีและช่างฝีมือ 3. ศิลปะประดิษฐ์และของที่ระลึก 4. เกษตรและอาหารแปรรูป 5. การขายสินค้าและบริการ โดยหลักสูตรที่เปิดอบรมครอบคลุมทั้งทักษะเฉพาะทาง เช่น การซ่อมรถเข็นคนพิการ การใช้เทคโนโลยีเพื่อค้าขายออนไลน์ การดูแลผู้สูงอายุ และงานบริการต่าง ๆ ซึ่งเมื่อจบหลักสูตรกรมการพัฒนาฝีมือแรงงานจะประสานกับกรมการจัดหางาน และสถานประกอบการ เพื่อให้ผู้ผ่านการอบรมได้มีโอกาสทำงานจริง หรือขอสินเชื่อประกอบอาชีพ
“ขอบคุณกระทรวง พม. ที่ให้งบฯ กว่า 21 ล้านบาท ให้กับกระทรวงแรงงานนำไปพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับผู้พิการ เป็นหมุดหมายในการทำงานร่วมกันของ 2 กระทรวง ที่ต่างมีภารกิจเพื่อพี่น้องคนไทยเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งร่วมกันวางระบบเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้ศักยภาพที่เขามีอยู่อย่างเต็มที่ ไม่ใช่ฝึกอาชีพเฉพาะทางเท่านั้น แต่ยังต้องเชื่อมโยงไปถึงโอกาสในการเข้า ถึงงานจริง หรือสามารถเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระได้ โดยโครงการที่เราร่วมกันริเริ่มในวันนี้ได้วางแผนอย่างเป็นระบบด้วยการฝึกฝนที่ทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน มีการจับมือกับภาคเอกชนและเครือข่ายองค์กรผู้พิการทุกกรมเพื่อทำให้การฝึกอาชีพในวันนี้นำไปสู่ชีวิตที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า โดยก่อนหน้านี้ได้ MOU กับ 23 บริษัทใหญ่ ว่าจะร่วมกันพัฒนาฝีมือแรงงานให้กับผู้พิการและส่งให้บริษัทต่างๆ เหล่านั้น และจะประสานงานอย่างต่อเนื่องขณะนี้มีการรับสมัครและเชิญผู้พิการมาฝึกอาชีพและส่งออกให้บริษัทต่างๆ” นายพิพัฒน์ กล่าว

ทั้งนี้ คุณสมบัติผู้สมัครคือมีอายุ 18 ปีขึ้นไป เป็นคนพิการหรือผู้ดูแลที่มีชื่อในบัตรประจำตัวคนพิการ มีความพร้อมฝึกจนจบหลักสูตร สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ (ยกเว้น จันทบุรีและสมุทรสาคร) หรือสายด่วน 1506 กด 4 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
นายวราวุธ กล่าวว่า การ MOU วันนี้เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่เราส่งให้กับคนพิการทั่วประเทศว่าภาครัฐในขณะนี้มีแนวทาง สนับสนุนและดึงศักยภาพผู้พิการให้กลับมาเป็นพลังสำคัญของสังคมไทย โดยเฉพาะในยุคที่เด็กเกิดใหม่น้อยลง ผู้สูงอายุมากขึ้น จึงเกิดคำถามว่าจะเอาไว้แรงงานมาจากไหน เพราะฉะนั้นคนที่มีศักยภาพคือไม่แพ้กลุ่มอื่นๆ คือผู้พิการกว่า 2 ล้านชีวิตที่กระทรวงพ.มและกระทรวงแรงงานดูแลอยู่ และด้วยเทคโนโลยีทุกวันนี้ แทบจะทำให้เส้นแบ่งความพิการมลายหายไป การทำงานของพ.มจะเป็นเครื่องยืนยันในการสร้างความหวังให้พี่น้องผู้พิการว่าจากนี้ไปท่านจะเป็นหนึ่งพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน จะเดินไปด้วยกันครั้งหน้าไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จะได้รับการจ้างงานไม่ใช่เพราะความพิการแต่เป็นความสามารถที่เขามีอยู่ ซึ่งไม่แพ้คนปกติเลย จริงๆ แล้วมีศักยภาพมากกว่าด้วย
ทั้งนี้ กระทรวง พม. ได้สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ จำนวน 21.5 ล้านบาท ในการสนับสนุนโครงการฝึกอาชีพผู้พิการครั้งนี้ ซึ่งถือว่าไม่เยอะเมื่อเทียบกับสิ่งที่ผู้พอการกว่า 4 พันคน จะได้รับจากโครงการ และอยากให้กระทรวงแรงงาน ทำโครงการเช่นนี้เข้ามาอีกซึ่งเรามีงบประมาณสนับสนุนอยู่แล้ว โครงการละไม่เกิน 30 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดที่สามารถพิจารณาได้โดยไม่ต้องนำเข้าไปพิจารณาในที่ประชุม นอกจากนี้การจ้างงานผู้พิการนั้น นายจ้างยังสามารถนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่าอีกด้วย
“ที่ผ่านมา เรามีการส่งเสริมศักยภาพผู้พิการให้มีงานทำมาตลอด โดยกว่า 80% เมื่อรับการอบรมส่งเสริมจากเราไปแล้ว สามารถมีงานทำได้ และเขาก็ทำได้ดีด้วย อย่างเช่น การจ้างงานผู้พิการทางสายตา มาเป็นเจ้าหน้าที่ ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) 1330 ก็ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเป็นกลุ่มที่มีเซ้นส์ในการได้ยินเสียง และการรับฟังที่ดี” นายวราวุธ กล่าว.



