สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ว่า นายไบรอัน เมอร์ฟีย์ ผู้พิพากษาศาลแขวงรัฐบาลกลาง ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ มีคำพิพากษาฉุกเฉิน ระงับคำสั่งของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ และกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ซึ่งต้องการเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายจากหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงลาว เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ไปยังลิเบีย “เนื่องจากเป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด” จากการที่ลิเบียยังคงอยู่ในภาวะสงคราม และมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแพร่หลาย
Judge blocks deportation flight of Asian migrants to Libyahttps://t.co/cl3toa4M2y
— MSNBC (@MSNBC) May 7, 2025
เมื่อผู้สื่อข่าวถามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ผู้นำสหรัฐตอบว่า “ไม่ทราบเรื่องนี้” ขณะที่รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติของลิเบีย (จีเอ็นยู) ซึ่งมีฐานอยู่ที่กรุงตริโปลี และได้รับการรับรองจากสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกแถลงการณ์ยืนยัน ว่าไม่มีข้อตกลงในการเป็นประเทศที่สาม ซึ่งจะรับผู้อพยพจากสหรัฐ
The Libyan Government of National Unity categorically denies any agreement or coordination with US authorities to send migrants “with criminal records” to #Libya.
— The Libya Observer (@Lyobserver) May 7, 2025
The government noted in a statement that some illegitimate parallel administrations may be involved in agreements… pic.twitter.com/LQPxqkhQbY
ทั้งนี้ รัฐบาลวอชิงตันเริ่มเนรเทศชาวเวเนซุเอลาหลายร้อยคน ไปยังเอลซัลวาดอร์ ตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่า เป็นสมาชิกแก๊งเตรน เดอ อารากัว และเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย “ศัตรูต่างด้าว” (Alien Enemies Act) ฉบับปี 2341 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มอบอำนาจให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ในการควบคุมตัวและผลักดันบุคคลซึ่งไม่ใช่ชาวอเมริกัน และถือเป็นศัตรูของสหรัฐ
การบังคับใช้กฎหมายศัตรูต่างด้าวโดยรัฐบาลสหรัฐ เกิดขึ้นครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2355 เป็นการเนรเทศชาวสหราชอาณาจักรกลุ่มหนึ่ง ส่วนครั้งที่สองเป็นการเนรเทศชาวญี่ปุ่น และชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นมากกว่า 100,000 คน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
อย่างไรก็ตาม การใช้กฎหมายนี้เรียกเสียงวิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย ว่าสะท้อน “ปัญหาของฝ่ายสั่งการด้านนโยบาย” เนื่องจากกฎหมายศัตรูต่างด้าว “ใช้ในยามเกิดศึกสงครามเท่านั้น”.
เครดิตภาพ : AFP



