สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ก.ค. ว่านายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลวอชิงตันจะไม่ขยายอายุข้อตกลงการค้าไตรภาคี สหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา ( ยูเอสเอ็มซีเอ ) ตามเงื่อนไขที่เป็นอยู่ “ในรูปแบบปัจจุบัน”
การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการทบทวนข้อตกลงครบรอบ 6 ปี ซึ่งหมายความว่า ยูเอสเอ็มซีเอจะยังคงมีผลบังคับใช้อีก 10 ปี พร้อมมีการทบทวนทุกปี ก่อนหมดอายุ เว้นแต่สหรัฐ เม็กซิโก และแคนาดา จะเห็นชอบร่วมกันในการต่ออายุ พร้อมแก้ไขเนื้อหาของข้อตกลง
ทั้งนี้ เกรียร์ยืนยันว่า สหรัฐจะเดินหน้าหารือกับเม็กซิโกและแคนาดา เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องของข้อตกลง และปัญหาการขาดดุลการค้ากับทั้งสองประเทศ โดยการเจรจารอบต่อไปจะเกิดขึ้นที่กรุงเม็กซิโกซิตี ในวันที่ 20 ก.ค. นี้ ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มความเข้มงวดของกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า สำหรับรถยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน ได้รับประโยชน์จากสิทธิภายใต้ยูเอสเอ็มซีเอ
U.S. won’t renew USMCA, opening door for negotiations with Canada and Mexico https://t.co/awWV1GW9Vp
— CNBC (@CNBC) July 1, 2026
อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของสหรัฐเป็นสิ่งที่แคนดาและเม็กซิโกคาดการณ์ไว้แล้ว เนื่องจากเกรียร์เคยระบุว่า ยังต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาหลายประการของยูเอสเอ็มซีเอ โดยเฉพาะการขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐกับเม็กซิโกและแคนาดา ซึ่งสถิติเมื่อปี 2568 อยู่ที่ 197,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 6.56 ล้านล้านบาท ) และ 48,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 1.6 ล้านล้านบาท ) ตามลำดับ
เกรียร์กล่าวว่า การขาดดุลกับแคนาดาส่วนใหญ่เกิดจากการนำเข้าน้ำมัน ส่วนการขาดดุลกับเม็กซิโกเพิ่มขึ้น หลังบริษัทจำนวนมากย้ายห่วงโซ่อุปทานออกจากจีน เพื่อตอบสนองต่อมาตรการภาษีของสหรัฐต่อสินค้าจีน ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเม็กซิโกและแคนาดายืนยันความมุ่งมั่นที่จะเจรจากับสหรัฐต่อไป
อนึ่ง ยูเอสเอ็มซีเอ เป็นข้อตกลงที่รัฐบาลสหรัฐสมัยแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้จัดทำ เพื่อปรับปรุงและใช้แทนที่ความตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ( นาฟตา ) ฉบับปี 2537 โดยยูเอสเอ็มซีเอเป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดของทั้งสามประเทศ ซึ่งมีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ( ราว 53.33 ล้านล้านบาท ).
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



