สรุปมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2569 รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 288 เสียง ไม่เห็นชอบ 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง ไม่ลงคะแนน 0 เสียง จากจำนวนผู้ลงมติ 493 คน พร้อมตั้งกรรมาธิการ 72 คน และกำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน
สำหรับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท รัฐบาลนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระที่ 1 และเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปราย 3 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-1 ก.ค. 2569
[คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2570]
คำแถลงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ต่อที่ประชุมสภาฯ ในวันแรก ระบุว่า งบประมาณปี 2570 มีวงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท โดยคาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2570 จะขยายตัว 1.7-2.7% ค่ากลาง 2.2% เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 0.5-1.5% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.6% ของจีดีพี
“แม้ตัวเลขเหล่านี้ยังพอเห็นทิศทางฟื้นตัว แต่เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ” นายเอกนิติ ระบุ

[แยกตามประเภทงบฯปี 2570]
เมื่อแยกตามประเภทรายจ่าย งบปี 2570 วงเงินรวม 3.788 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย รายจ่ายประจำ 2.786 ล้านล้านบาท หรือ 73.6% รายจ่ายลงทุน 789,171.5 ล้านบาท หรือ 20.8% รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 151,520 ล้านบาท หรือ 4 % และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท หรือ 1.9% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด
งบประมาณปี 2570 ถูกวางให้ทำหน้าที่หลายชั้น คือ ชั้นที่ 1 ดูแลรายจ่ายจำเป็นและสวัสดิการประชาชน ชั้นที่ 2 รักษาแรงส่งทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐและมาตรการที่เชื่อมกับภาคเอกชน และ ชั้นที่ 3 รักษาวินัยการเงินการคลัง เพื่อไม่ให้ความเชื่อมั่นต่อฐานะการคลังของประเทศอ่อนแรงลง
การจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ งบประมาณปี 2570 ถูกวางไว้ภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ และ 1 รายการ เช่น ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 960,916.6 ล้านบาท หรือ 25.4% ของวงเงินงบประมาณ , ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ 676,320.2 ล้านบาท หรือ 17.9% , ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ 611,194.5 ล้านบาท หรือ 16.1% และยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 348,427.4 ล้านบาท เป็นต้น
นอกจากนี้ ภายใต้งบประมาณปี 2570 รัฐบาลจัดสรรงบกลาง 693,880 ล้านบาท หรือ 18.3% ของวงเงินงบประมาณ เพื่อใช้กับภารกิจจำเป็น เหตุฉุกเฉิน พร้อมกับการรักษาวินัยการเงินการคลัง โดยภายใต้งบประมาณปี 2570 ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ 462,470.3 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 71,038.1 ล้านบาท
ขณะที่หนี้สาธารณะ ณ เดือน เม.ย. 2569 อยู่ที่ 12.789 ล้านล้านบาท หรือ 66.66% ของจีดีพี อยู่ในกรอบวินัยการคลังไม่เกิน 70% ของจีดีพี และตั้งเป้าลดการขาดดุลการคลังให้ไม่เกิน 3% ของจีดีพีภายในปี 2572
[งบประมาณไม่ใช่เครื่องมือเดียว]
ในวันสุดท้ายของการอภิปรายงบประมาณปี 2570 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้อภิปรายสรุปร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ย้ำว่า รัฐบาลตั้งใจจัดทำงบประมาณแบบใหม่ โปร่งใส เปิดข้อมูล และยอมรับข้อจำกัดทางการคลังตามความเป็นจริง
“งบประมาณไม่ใช่เครื่องมือเดียวของรัฐบาล แต่ต้องใช้ร่วมกับรัฐวิสาหกิจ กองทุนนอกงบประมาณ สถาบันการเงินของรัฐ และ PPP เพื่อพลิกเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำกว่าศักยภาพ และขีดความสามารถการแข่งขันเริ่มถดถอย”

[แผนพลิกเศรษฐกิจไทย]
นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลตั้งเป้าระยะปานกลางให้ไทยกลับขึ้นสู่ 20 อันดับแรกของโลกด้านความสามารถแข่งขันภายใน 4 ปี และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจให้โตเกิน 3% พร้อมทำงานกับภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารโลก เพื่อยกระดับไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี
ขณะที่ในระยะสั้นรัฐบาลต้องเผชิญวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งงบประมาณปี 2569 ที่จำกัด การขาดดุลสูงถึง 4.4% ของจีดีพี แรงกดดันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ วิกฤติพลังงานโลก ค่าครองชีพสูง และเงินเฟ้อที่กระทบประชาชนโดยตรง
ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการช่วยคนตัวเล็ก พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ผ่านโครงการไทยช่วยไทย เพื่อหยุดวงจรเศรษฐกิจที่อาจลามไปสู่การเลิกจ้าง โดยนำ AI นกกระซิบ ช่วยวิเคราะห์ต้นทุน ทำบัญชี และเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคารรัฐ
“งบปี 2570 รัฐบาลจะไม่ใช้วิธีเดิมที่ตั้งงบไม่เต็ม หรือซ่อนรายจ่ายประจำไว้จนต้องไปใช้เงินคงคลังภายหลัง แต่จะเปิดแผลให้เห็นชัด เพื่อแก้ให้ถูกจุด”
[เพิ่มความเชื่อมั่นการคลัง]
นายเอกนิติ กล่าวว่า ปี 2570 รัฐบาลจะลดการขาดดุลลงเหลือ 3.9% ของจีดีพี ความชัดเจนดังกล่าวช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการคลังของประเทศ และมีผลต่อมุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งเกี่ยวข้องกับต้นทุนการเงินของภาคธุรกิจและประชาชน
ส่วนกรณีงบลงทุนดูเหมือนลดลงประมาณ 70,000 ล้านบาท เป็นผลจากการนำรายจ่ายประจำและงบสวัสดิการที่เคยซ้ำซ้อนหรือไม่ตั้งเต็ม มาตั้งไว้ให้ตรงความจริง เพื่อทำให้ฐานะการคลังโปร่งใสและยั่งยืนขึ้น
“รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาฯ เพื่อนำไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอย่างรอบคอบ พร้อมเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมกันพลิกวิกฤติเป็นโอกาส กอบกู้เศรษฐกิจ และสร้างความหวังใหม่ให้ประชาชน” นายเอกนิติ กล่าวสรุป



