เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อัปเดตสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 โดยระบุว่า ขณะนี้สายพันธุ์ LP.8.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของ JN.1 ผ่าน KP.1.1.3 ได้กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่แพร่หลายมากขึ้นทั่วโลก เนื่องจากมีความสามารถในการแพร่เชื้อและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดี

ในขณะที่สายพันธุ์ลูกผสม XEC ที่เคยมีสัดส่วนการระบาดที่สำคัญในช่วงก่อนหน้า เริ่มมีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่ เนื่องจากการแข่งขันจาก LP.8.1 อย่างไรก็ตาม ทั้ง LP.8.1 และ XEC ยังไม่พบว่ามีความรุนแรงของโรคเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โอมิครอนอื่นๆ และวัคซีนปัจจุบันยังคงคาดว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงได้

นอกจากนี้ ศูนย์จีโนมฯ ยังจับตา PA.1 อย่างใกล้ชิด แม้ว่าปัจจุบันจะมีสัดส่วนการระบาดต่ำ แต่ PA.1 ซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก KP.1.1.3 เช่นเดียวกับ LP.8.1 แสดงให้เห็นถึงเส้นทางการวิวัฒนาการที่แตกต่างกันบนแผนภูมิสายวิวัฒนาการ ทำให้เป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวังต่อไป

การอุบัติขึ้นของสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณว่าเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ยังคงปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การเฝ้าระวังทางพันธุกรรมอย่างเข้มแข็ง การประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ และการปรับปรุงมาตรการทางสาธารณสุข รวมถึงวัคซีน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ จึงยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อลดผลกระทบของการระบาดในอนาคต แม้ว่าองค์การอนามัยโลกจะประเมินความเสี่ยงโดยรวมจาก LP.8.1 ว่าอยู่ในระดับต่ำ แต่การเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ศูนย์จีโนมฯ ย้ำว่า การที่เชื้อ SARS-CoV-2 ยังคงวิวัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง บ่งชี้ว่าไวรัสนี้ไม่น่าจะถูกกำจัดให้หมดไปได้ในเร็ววัน และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวต่อภูมิคุ้มกันของประชากรต่อไป ซึ่งหมายความว่าจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังในระยะยาว และอาจต้องปรับปรุงมาตรการรับมืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสิทธิภาพและความครอบคลุมของการเฝ้าระวังทางพันธุกรรมทั่วโลก ยังส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการตรวจจับและตอบสนองต่อสายพันธุ์ใหม่ๆ การลดลงของการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสในระดับโลก อาจสร้างจุดบอดในการเฝ้าระวัง และทำให้การระบุสายพันธุ์ใหม่ที่น่ากังวลล่าช้าออกไป ส่งผลให้การประเมินผลกระทบและความรุนแรงของสายพันธุ์ใหม่มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น