เมื่อวันที่ 9 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ศาลแขวงปทุมวัน ถนนพระรามที่ 4 บริษัทแบรนด์เนมชื่อดัง ได้มอบอำนาจให้ทนายความเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.อริสรา หรือ ดิว ทองบริสุทธิ์ อายุ 35 ปี นักแสดงชื่อดัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานฉ้อโกง

โดยโจทก์ระบุฟ้องความผิดจำเลยสรุปว่า เมื่อถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2567 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมายฐานฉ้อโกงประชาชน กล่าวคือ นายริท (ไม่ทราบชื่อจริงนามสกุลจริง) ได้นำสร้อยคอ ยี่ห้อ BLVGARI (บุลการี) มาให้โจทก์ ซึ่งโดยนายริท (ไม่ทราบชื่อจริงนามสกุลจริง) บอกว่าสร้อยคอยี่ห้อ BLVGARI ดังกล่าวเป็นของจำเลย ซึ่งจำเลยเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงแต่ต้องการนำมาขายฝากไว้กับโจทก์ และจะไถ่ทรัพย์คืนภายในระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาแต่มีการขยายระยะเวลา 4 ครั้ง จนถึงวันที่ 19 มีนาคม 2567 พนักงานของโจทก์ และผู้บริหารของโจทก์ได้พูดคุยกับจำเลยเพื่อยืนยันตัวตนผ่านทางไลน์แอปพลิเคชันจึงทราบว่าเป็นจำเลยจริง

โดยจำเลยต้องการขายฝากไว้กับโจทก์ในราคา 7,000,000 บาท เท่านั้น โจทก์จึงนำสร้อยคอยี่ห้อ BLVGARI (บุลการี) ไปตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือไม่ ส่วนยอดเงินที่โจทก์ซื้อฝากนั้นเมื่อนำเงิน 5,000,000 บาท มาหักค่าบริการตู้นิรภัยเป็นเงิน 6,569 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และค่าประกันราคาผันผวนเป็นเงิน 42,800 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) คงเหลือเงินที่โจทก์ต้องโอนเงินสินเชื่อให้กับจำเลยเป็นเงิน 6,450,630 บาท ต่อมาจำเลยได้ลงลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ในสัญญาไว้กับผู้กล่าวหา โดยผู้กล่าวหาเชื่อโดยสุจริตว่าเป็นสร้อยคอดังกล่าวเป็นของผู้ต้องหา รายละเอียดปรากฏตามสำเนาสัญญาขายฝากทั้ง 4 ฉบับ สำเนาการโอนเงินให้แก่จำเลย และภาพถ่ายสร้อยคอดังกล่าว

กระทั่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 โจทก์ได้ทราบว่าสร้อยคอยี่ห้อ BLVGARI (บุลการี) ที่จำเลยนำมาขายฝากไว้กับโจทก์ไม่ใช่เป็นของจำเลย แต่เป็นของน.ส.วาสนา อินทะแสง แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาอันเป็นทุจริตหลอกลวงโจทก์ว่าสร้อยคอยี่ห้อ BLVGARI (บุลการี) ที่นำมาขายฝากกับโจทก์เป็นของจำเลยเพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินสินเชื่อจากโจทก์ อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

โจทก์ทราบเหตุการณ์กระทำความผิดเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 จากสื่อสาธารณะ เหตุเกิดที่ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร

คดีนี้โจทก์ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวันไว้แล้ว แต่เพื่อความสะดวกและความรวดเร็วในการดำเนินคดีจำเลย โจทก์จึงขอใช้สิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีต่อศาล

ศาลรับฟ้องคดีไว้พิจารณาและนัดไต่สวนมูลฟ้องช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้ต่อไป.