หลังจากที่ พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้วนั้น
โดยได้มีการยกระดับศูนย์ AOC 1441 ขึ้นเป็น ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) นอกจากนี้ยังต้องมีการขับเคลื่อนการทำงานตาม พ.ร.ก.ใหม่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ได้ผลมากที่สุด
หนึ่งในเนื้อหา ของ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) ที่ได้กำหนดให้ธนาคาร และผู้ให้บริการมือถือ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิทัล เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น หากไม่ปฏิบัติตามมาตรการ หรือข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล
โดยทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะกำกับดูและสถาบันการเงิน และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ที่กำกับดูแลผู้ให้บริการมือถือ ต้องไปออกประกาศที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สอดคล้องและบังคับใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย

ในเรื่องนี้ ทาง “เอกพงษ์ หริ่มเจริญ” ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) หรือ AOC 1441 บอกว่า ศปอท. เตรียมเชิญทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ธปท. และ สำนักงาน กสทช. ประชุมหาข้อสรุปมาตรการและกำหนดมาตรฐานที่ตนเองต้องดำเนินการ กลับมาเสนอ ศปอท. ในวันที่ 24 พ.ค. นี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องระยะเวลาในการระงับบัญชีที่แต่ละธนาคารใช้เวลาไม่เท่ากัน ใช้เวลาเท่าไรถึงเหมาะสม หากไม่ดำเนินการหรือทำไม่ได้ตามมาตรฐาน ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบหรือชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น
ขณะที่ในส่วนของผู้ให้บริการมือถือ หากปล่อยให้มีการส่งเอสเอ็มเอสแนบลิงก์ดูดเงิน โดยที่ไม่มีการคัดกรอง หรือไม่ปิดกั้นเบอร์มือถือที่อยู่ในแบล็กลิสต์ หรือไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นเบอร์ใคร จดทะเบียนไม่ถูกต้อง ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิด แต่หากดำเนินการได้ตามมาตรฐานแล้ว ก็ไม่ต้องร่วมรับผิด

ขณะเดียวกัน ศปอท.ต้องมีการตั้งคณะกรรมการตามกฎหมาย เพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ โดยมีปลัดกระทรวงดีอีเป็นประธานบอร์ดในการชี้ขาดเรื่องร้องเรียนว่า ความผิดอยู่ที่ใคร และต้องรับผิดชอบตามกฎหมายหรือไม่อย่างไร
“การแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ของรัฐบาล จากการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต ในชายแดนประเทศเพื่อนบ้านถือว่าช่วยปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลดน้อยลง ซึ่งจากสถิติของ AOC 1441 จากเดิมที่มีผู้เสียหายโทรฯ เข้ามาวันละ 4,000 สาย เหลือวันละ 2,000 สาย อาจจะสังเกตจากเบอร์มือถือเราที่มีแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรฯ เข้ามาน้อยลง แต่การดำเนินการของทุกภาคส่วนยังต้องเข้มต่อไป เพื่อให้ประชาชนถูกหลอกให้ลดน้อยลงมากที่สุด” เอกพงษ์ หริ่มเจริญระบุ
อย่างไรก็ตามในการออกมาตรการแนวทางสกัดอาชญากรออนไลน์ ให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น นั้น ทางส่วน ของ กสทช.ก็มีความชัดเจนมากขึ้นแล้ว

“พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร” กรรมการ กสทช. ด้านกฎหมาย บอกว่า ได้มีการเรียกประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ เพื่อหารือแนวทางในการกำหนดมาตรฐาน หรือมาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในส่วนของ กสทช. ให้เป็นไปตาม มาตรา 8/10 ที่กำหนดให้สถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมอื่น ผู้ให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ มีส่วนร่วมรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
โดยได้ให้ผู้ประกอบการมือถือทุกรายต้องมีหน้าที่ตามมาตรการต่างๆ ที่กำหนด 7 ข้อ คือ 1. ตรวจสอบคัดกรองผู้ใช้บริการที่มีลักษณะที่ผิดปกติ แล้วระงับการใช้ทันที (เช่น โทรออกอย่างเดียว, โทรหาผู้รับที่ไม่ซ้ำ, โทรเป็นจำนวนมาก, โทรออกจากตำแหน่งเดียวกันทุกครั้ง หรือโทรจากพื้นที่แนวชายแดน)
2. ผู้ให้บริการจะต้องระงับการใช้ทันทีที่ได้รับการแจ้งจาก กสทช. ว่าเป็นเบอร์ที่ต้องสงสัย 3. ผู้ให้บริการมีหน้าที่ตรวจสอบย้อนกลับเบอร์ที่จดทะเบียนใหม่ภายในสัปดาห์แรกว่า ข้อมูลที่รับจดทะเบียนถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ 4. ผู้ประกอบการ มีหน้าที่ตรวจสอบ SMS และ Links ก่อนจัดส่ง

5. ผู้ประกอบการต้องมิให้ซิมบ็อกซ์ (Sim box) ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือซิมบ็อกซ์ผี เชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม 6. มาตรการบริหารจัดการซิมการ์ดสำหรับคนต่างชาติ ที่ออกไปก่อนหน้านี้ โดยการจำกัดจำนวนการลงทะเบียน ไม่เกิน 3 ซิมการ์ด/คน/ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และกำหนดให้ใช้พาสปอร์ตในการยืนยันตัวตนเพื่อลงทะเบียนใช้ซิมการ์ดเท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้ใช้เอกสารประเภทอื่น
และ 7. ซิมนักท่องเที่ยว (Tourist SIM) ใช้งานได้ไม่เกิน 60 วัน โดยไม่สามารถเติมเงินเพื่อขยายระยะเวลาการใช้งานได้ และกรณีผู้ใช้บริการประสงค์ใช้งาน Tourist SIM ต่อเนื่อง ภายหลังครบกำหนดระยะเวลาใช้งาน จะต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนกับผู้ให้บริการอีกครั้งหนึ่งก่อน จึงจะขยายระยะเวลาการใช้งานได้
ทั้งนี้จะมีการนำเสนอ บอร์ด กสทช. ลงมติเห็นชอบเพื่อออกเป็นประกาศบังคับใช้ โดยจะพยายามให้มีผลภายในเดือน พ.ค.นี้ และเชื่อว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ จะทำให้การป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากขึ้น สกัดผู้กระทำผิดให้ไม่สามารถเข้าถึงบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และโทรคมนาคมต่างๆ ได้

อย่างไรก็ตามในส่วนของมุมมองค่ายมือถือเบอร์หนึ่งในไทย ทาง “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส บอกว่า เอไอเอสพร้อมทำตามกฎระเบียบของภาครัฐทุกอย่าง เพื่อช่วยปราบปรามภัยไซเบอร์ที่เกิดขึ้นกับประชาชน ซึ่งในส่วนของการร่วมรับผิดชอบของค่ายมือถือ และสถาบันการเงิน ตามกฎหมายนั้น เข้าใจว่าหากผู้ให้บริการปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐอย่างครบถ้วน เช่น การเปิดซิม ต้องมีข้อมูลหลักฐานครบถ้วน ก็อาจไม่ต้องรับผิดชอบ โดยมองว่าการออกกฎหมายนี้เป็นคุณทำให้มีกฎระเบียบ เป็นมาตรฐาน เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจด้วย
“ข้อกำหนดของ กสทช. จะช่วยให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเข้าสู่มาตรฐาน ไปในทิศทางที่ถูกต้องมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ และยินดีปฏิบัติตาม” สมชัย ระบุ
ถือเป็นการยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย ตาม พ.ร.ก.ฉบับใหม่ คงต้องติดตามต่อว่า จะสามารถเป็น “ยาแรง” หยุด อาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ชะงัดหรือไม่!?!
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



