เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่กลายเป็นไวรัลอย่างมากอยู่ในขณะนี้ หลังเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 68 แฟนเพจ ที่นี่สมุทรปราการ ได้โพสต์คลิปวิดีโอนาทีระทึก เมื่อเกิดฝนถล่มหนักข้างห้างดังแห่งหนึ่ง จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน ทำเอารถจักรยานยนต์จมมิดหลายสิบคัน พร้อมแนะวิธีแก้ไขเบื้องต้น หากน้ำเข้ารถช่วงหน้าฝน

โดยในคลิปวิดีโอยังเผยให้เห็น เกิดฝนตกหนักจนมองเห็น “น้ำท่วม” บริเวณใกล้ศูนย์การค้าแห่งหนึ่ง ส่งผลให้น้ำระบายไม่ทัน ท่วมขังถนนและลานจอดรถอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะพื้นที่ด้านข้างห้าง ซึ่งเป็นจุดอับน้ำ ทำให้รถจักรยานยนต์ที่จอดไว้หลายสิบคันจมน้ำเกือบมิดทั้งคัน อีกทั้ง รถจักรยานยนต์บางส่วนได้จมอยู่ในน้ำต่อหน้าต่อตา เรียกว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งเจ้าของรถบางรายเมื่อเห็นสภาพรถตัวเองจมมิดน้ำก็เข่าแทบทรุดด้วยความเซ็ง

นอกจากนี้ หากน้ำเข้า “รถ” ช่วงหน้าฝน ควรมีวิธีแก้ไขเบื้องต้น ดังต่อไปนี้
1. โทรฯแจ้งประกันภัย
เมื่อน้ำเข้ารถสิ่งแรกที่ควรทำคือโทรฯแจ้งประกันภัยรถยนต์ เพื่อตรวจสอบกับทางบริษัทประกันว่ากรมธรรม์ที่มีอยู่คุ้มครองกรณีน้ำเข้ารถหรือไม่ เนื่องจากประกันแต่ละชั้นมีความคุ้มครองที่ครอบคลุมแตกต่างกันไป

2. เปลี่ยนของเหลวในห้องเครื่อง
หลังน้ำเข้ารถ ผู้ใช้รถควรนำรถไปเข้าอู่หรือศูนย์บริการ เพื่อทำการเปลี่ยนของเหลวภายในเครื่องใหม่ทั้งหมด อาทิ น้ำมันเครื่องรถยนต์ น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ และอื่น ๆ เนื่องจากน้ำที่เข้าไปสู่ระบบเครื่องยนต์อาจจะเข้าไปปนกับของเหลวในเครื่องยนต์และทำให้การทำงานของเครื่องยนต์ผิดพลาดได้

3. เช็กระบบเบรก
หลังน้ำเข้ารถหรือขับรถลุยน้ำท่วมลองเหยียบเบรกสัก 2-3 ครั้ง เพื่อช่วยให้ผ้าเบรกกับจานเบรกหรือดรัมเบรกอยู่ในสภาพปกติ สำหรับรถเกียร์ออโต้ควรย้ำเบรกเพื่อไล่น้ำออกจากระบบเบรก ส่วนรถเกียร์ธรรมดาควรย้ำคลัตช์ ป้องกันคลัตช์ลื่น

4. ห้ามดับเครื่องยนต์ทันที
หลังจากขับรถลุยน้ำท่วมจนมาถึงจุดหมายปลายทาง ไม่ควรดับเครื่องยนต์ทันที อาจทำให้น้ำที่ค้างอยู่ที่ท่อไอเสียย้อนกลับเข้าไปได้ และความชื้นอาจทำให้เครื่องยนต์เกิดความเสียหาย แนะนำจอดรถทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้น้ำที่อาจตกค้างอยู่ในหม้อพักท่อไอเสียระเหยออกมาให้หมด

5. เช็กการทำงานของเครื่องยนต์
เมื่อเครื่องยนต์มีอาการผิดปกติ อาทิ เครื่องกระตุก เร่งเครื่องไม่ขึ้น หรือเสียงดังกว่าปกติ แนะนำให้เช็กดูก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง หากพบว่ามีสีขุ่นผิดปกติแสดงว่ามีน้ำเข้าไปในเครื่องยนต์ จากนั้นให้ตรวจสอบกรองอากาศ และท่อไอดี หากพบปัญหาควรจะนำรถยนต์ส่งอู่ซ่อมเพื่อให้ช่างตรวจสอบและทำการแก้ไขทันที

6. เช็กภายในห้องโดยสาร
ตรวจสอบภายในห้องโดยสารอย่างพรมปูพื้น หากพบว่าด้านใต้พรมมีน้ำควรนำพรมออกตากแดด ไม่ควรทิ้งให้น้ำขังอยู่ภายในรถ เปิดประตูรถทั้งสี่ด้านเพื่อระบายอากาศ ไล่ความชื้นในห้องโดยสาร ที่สำคัญเช็กโมดูลควบคุมถุงลมนิรภัยควรดูแลไม่ให้มีความชื้นด้วยเช่นกัน

7. เช็กระบบอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า
ตรวจสอบกล่องฟิวส์ว่ามีความเสียหายหรือไม่ หากมีความเสียหายควรเปลี่ยนทันที และดูกล่องอีซียูหากพบว่าเปียกน้ำให้รีบเช็ดให้แห้ง รวมไปถึงตรวจสอบไฟต่างๆ ภายนอกรถ

ขอบคุณข้อมูล : ที่นี่สมุทรปราการ และnexenthailand