ใช้เวลาทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ระดมสรรพกำลังคนอุปกรณ์ ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านพ้น 47 วัน จึงสามารถเคลียร์พื้นที่จนแน่ใจว่าไม่มีร่างใดตกค้าง ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของภารกิจ

เสร็จเป้าหมายแรก ผลพวงเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้มีเพียง “ผู้สูญเสีย” แต่ยังต้องมี “ผู้รับผิดชอบ” เพราะยังมีกระบวนการหาสาเหตุร่วมที่ทำให้ความสูญเสียใหญ่เกิดขึ้น หลังอาคาร สตง. เป็นเพียงอาคารแห่งเดียวที่พังถล่ม ทั้งที่มีงบประมาณก่อสร้างสูงกว่า 2 พันล้านบาท ซ้ำเป็นโครงการใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานตรวจสอบสำคัญระดับประเทศ

นี่จึงไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุจากภัยพิบัติ แต่ยังกระทบถึงภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กร

“ทีมข่าวอาชญากรรม” สำรวจความคืบหน้ากระบวนการค้นหาความจริง สาเหตุอาคารที่อยู่ระหว่างก่อสร้างพังถล่ม หลังเกิดเหตุนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สั่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงสาเหตุการพังถล่ม เพื่อตอบคำถามสังคม ภายใน 90 วัน โดยกรมโยธิการและผังเมือง เป็นเจ้าภาพ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และ 4 สถาบันการศึกษาที่ทำแบบจำลอง หรือโมเดล แบบต่างคนต่างทำก่อนนำมาเปรียบเทียบ จากการประเมินโดยนำแรงสั่นไหวของแผ่นดินไหวใส่เข้าไป เพื่อค้นหาสาเหตุวิบัติ ดูว่าอาคารจะพังเพราะการออกแบบหรือไม่ ล่าสุดยังอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการตามกรอบเวลา ที่เหลืออีกครึ่งทาง

อีกด้านตำรวจ สน.บางซื่อ ท้องที่เกิดเหตุ ตรวจสอบการพังถล่มที่เป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก ล่าสุด ศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา “ลอตแรก” รวม 17 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย

กลุ่มบริษัทผู้ออกแบบ (6 ราย) เป็นบริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด และบริษัท ไมนฮาร์ท (ประทศไทย) ทำสัญญาระหว่าง สตง. ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล 1 ราย และกลุ่มวิศวกรผู้ลงนามในแบบแปลน 5 ราย

กลุ่มบริษัทผู้รับจ้างควบคุมการก่อสร้าง (5 ราย) เป็นกิจการร่วมการค้า PKW 1 ราย ในฐานะส่วนตัว จากการเป็นผู้แทนลงนามในสัญญา ซึ่งทั้ง 3 บริษัท ตกลงยินยอมรับผิดร่วมกัน และแทนกันต่อผู้ว่าจ้างในทุกกรณี (บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด/บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด/บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด)

กลุ่มบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้าง (6 ราย) เป็นบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)/บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด และผู้มีอำนาจกระทำการแทนกิจการร่วมค้า ITD-CREC

โดยผู้ต้องหาทยอยเข้ารับทราบข้อหา ตามความผิด มาตรา 227 ผู้ใดเป็นผู้มีวิชาชีพในการออกแบบ ควบคุมหรือทำการก่อสร้าง ซ่อมแซมหรือรื้อถอน อาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ หรือวิธีการอันพึงกระทำการนั้น โดยประการที่น่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และ มาตรา 238 หากการกระทำเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท

ขณะที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับผิดชอบสอบสวนคดีพิเศษ ข้อหานอมินี หรือการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ ซึ่งล่าสุดมีการขอศาลอนุมัติหมายจับไปแล้ว 5 ราย ลอตแรกมี 4 ราย คือ นายชวนหลิง จาง ชาวจีน ในฐานะกรรมการบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ และ อีก 3 ราย เป็นนอมินีชาวไทย ได้แก่ นายมานัส ศรีอนันท์, นายประจวบ ศิริเขตร และ นายโสภณ มีชัย

อีกรายล่าสุด คือ นายบินลิง วู ชาวจีน ที่มีบทบาทเป็นนายทุนรายสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ ขณะเดียวกันระดมเข้าค้นแหล่งผลิตและจำหน่ายปูน วัสดุสำคัญในงานก่อสร้างอาคาร สตง.

จากนี้คงต้องจับตาใกล้ชิดขึ้น เพราะการบ้านสาเหตุพังถล่ม จำเป็นต้องมีคำตอบให้สังคมสิ้นสงสัย.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน