สืบเนื่องจากข้อสั่งการของ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ในฐานะพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค. 69 ให้เร่งรัดตรวจสอบข้อเท็จจริง หาสาเหตุและป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเด็ดขาด โดยได้มีการมอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สนธิกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลและลงพื้นที่ขยายผลเก็บพยานหลักฐานกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน พลังงานจังหวัด พาณิชย์จังหวัด ก่อนมีการรับเป็นเรื่องสืบสวน และมีบางส่วนรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อตรวจสอบบริษัทคลังน้ำมันและศูนย์กระจายน้ำมันต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ความคืบหน้าวันที่ 26 พ.ค. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า สำหรับในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนได้มีการมอบหมายให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะพนักงานสืบสวน ซึ่งมีทั้งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ รวมถึงผู้อำนวยการกองคดีต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมาย ให้ไปดำเนินการขยายผล ลงพื้นที่รวบรวมพยานหลักฐาน รวมถึงดำเนินการสอบปากคำพยานรายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ทางคดีและบริษัทที่อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบในเรื่องของการกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ซึ่งตนได้นัดหมายเรียกประชุมทั้งคณะพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามความคืบหน้าในส่วนของข้อมูลการให้ปากคำของพยาน รายงานข้อเท็จจริงจากเอกสารการประกอบกิจการค้าน้ำมันของบริษัทนั้น ๆ และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในวันศุกร์ที่ 29 พ.ค. 69 ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 1 อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยต้องรอข้อมูลจากทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่จะมีการรายงานให้ทราบในวันศุกร์นี้ จึงทำให้ระหว่างนี้ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่บริษัท หรือกรรมการของบริษัทรายใดให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหา เพราะการจะดำเนินคดีทางอาญาได้นั้น พนักงานสอบสวนจะต้องมีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ถึงการกระทำความผิดในฐานความผิดนั้น ๆ และต้องมีมติร่วมกันในที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนว่าออกหมายเรียกผู้ต้องหาเพื่อให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาตามฐานความผิดใด ซึ่งบริษัทแต่ละแห่ง แต่ละสำนวนคดีก็มีพฤติการณ์ความเกี่ยวข้องแตกต่างกันไป บางส่วนอาจมีความเกี่ยวข้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 หรือบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หรือบางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 เป็นต้น จึงต้องวิเคราะห์ภายในที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนว่ารายใดมีการกระทำความผิดตามกฎหมายฉบับใด เพื่อให้การสอบสวนเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหาด้วย

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยอีกว่า ความคืบหน้าการตรวจสอบบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง ที่ก่อนหน้านี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว คือ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ซึ่งจากการตรวจสอบของดีเอสไอเมื่อรับโอนสำนวนคดีดังกล่าวมาเป็นคดีพิเศษแล้ว ก็พบว่ามีการกระทำความผิดเรื่องคุณภาพน้ำมันที่ไม่ได้มาตรฐานตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานจริง ทั้งยังมีลักษณะการประกอบธุรกิจที่ไม่ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในส่วนของกรรมการบริษัทฯ ที่มีการนำเอาบุคคลซึ่งไม่มีศักยภาพตามสมควรมานั่งเป็นกรรมการบริษัทที่มีสินทรัพย์ของบริษัทรวมมูลค่ากว่าหลักพันล้านบาท ทำให้ในวันศุกร์นี้ ที่ประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะได้มีการหารือถึงประเด็นดังกล่าวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง โดยเฉพาะการดูเรื่องคำให้การของพยาน และจะได้มีมติในการพิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหากลุ่มแรกให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาตามพฤติการณ์ความผิดและกฎหมายอื่นเกี่ยวข้อง

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยต่อว่า ส่วนความคืบหน้ากรณีของบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งดำเนินการโดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะพนักงานสอบสวนได้มีการลงพื้นที่ไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสอบปากคำพยานบุคคลสำคัญหลายราย และรวบรวม ตรวจสอบพยานเอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเอกสารการซื้อขายน้ำมันเชื้อเพลิง เอกสารด้านบัญชีการเงิน เพราะพฤติการณ์ของบริษัทแห่งนี้ เราพบว่าในช่วงเดือน มี.ค. 69 คลังน้ำมันของบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด มีน้ำมันคงคลังเหลือเยอะผิดปกติกว่าในเดือน ก.พ. 69

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยด้วยว่า ส่วนกรณีใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 (หรือ 6 โรงกลั่นของไทย) ซึ่งไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ที่กำหนดว่าจะต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนทั้ง 8 ข้อสำคัญ ซึ่งชุดสุดซอย กรมธุรกิจพลังงาน ได้มีการนำพยานหลักฐานเอกสารมามอบให้กับดีเอสไอเพื่อใช้ขยายผลในการดำเนินคดีนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหมด ยังไม่ได้มีการออกหมายเรียกผู้ต้องหาแก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 รายใดมาดำเนินคดี โดยพนักงานสอบสวนจะต้องประสานขอข้อมูลการชี้แจงแก่ผู้เกี่ยวข้องในฐานะพยานก่อน จึงจะได้มีการนำมาพิจารณาว่าท้ายสุดแล้วมีการกระทำความผิดตามกฎหมายฉบับใดหรือไม่ และมีพฤติการณ์ทางคดีอย่างไรบ้าง

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งรับผิดชอบการสอบสวนสำนวนคดีบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยความคืบหน้าว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนและคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ได้ร่วมกันลงพื้นที่ไปสอบสวนปากคำพยานในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งค่อนข้างมีความคืบหน้าไปพอสมควร เพื่อที่จะได้ตรวจสอบและบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบการจำหน่ายน้ำมันในช่วงเกิดวิกฤติการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งภาพรวมทำให้เราพบว่าค่อนข้างมีการประกอบกิจการในลักษณะห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ในการสอบสวนปากคำพยานรายใดก็ตาม พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องสงวนรายละเอียดเชิงลึกไว้ เพื่อไม่ให้พยานต้องได้รับผลกระทบจากการให้ข้อมูล เพื่อประโยชน์ต่อการสอบสวน ทั้งนี้ พฤติการณ์ของบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี เบื้องต้นเข้าข่ายมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นความผิดตามที่กรมการค้าภายใน โดยพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีการร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานีพบข้อเท็จจริงว่าไม่มีการนำเอาน้ำมันออกจำหน่ายทั้งที่มีครอบครองไว้ ซึ่งน้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อความคล่องตัวในเรื่องของระบบเศรษฐกิจ ห้ามปฏิเสธการจำหน่าย หรือกักตุนเอาไว้ เพราะมันจะกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ จึงทำให้บริษัทฯ เข้าข่ายเป็นการกักตุนน้ำมัน อย่างไรก็ดี กรมธุรกิจพลังงานได้มีการนำเอาตัวอย่างน้ำมันของคลังน้ำมัน บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ไปตรวจสอบแล้วก็พบว่าน้ำมันมีคุณภาพได้มาตรฐาน จึงไม่พบความผิดในส่วนของการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิงแต่อย่างใด ทั้งนี้ ภาพรวมการสอบสวนคดีพิเศษกรณีกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงของดีเอสไอ ประกอบด้วย สำนวนคดีพิเศษ 3 สำนวน คือ 1.กรณี บริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จังหวัดอ่างทอง 2.กรณี บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3.กรณี เอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน และอีก 1 เรื่องสืบสวน คือ กรณีเที่ยวเรือ 99 เที่ยว ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือในน่านน้ำทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี.