สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ว่า นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ กล่าวถึงการที่บริษัทมูดีส์ เรตติงส์ หนึ่งในผู้จัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ปรับลดเครดิตความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐ จากเอเอเอ (Aaa) ลงมาอยู่ที่ เอเอ1 (Aa1) ว่าเป็นผลจากการใช้จ่ายของรัฐบาลในยุคประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับ “มรดก” ที่เป็นการขาดดุลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ 6.7%
เบสเซนต์กล่าวว่า อัตราดังกล่าวถือว่าสูงที่สุด ในช่วงที่สหรัฐไม่ได้เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรืออยู่ในช่วงสงคราม และเรียกมูดีส์ว่า “เป็นมาตรวัดประเมินผลที่ไร้คุณภาพ”
.@SecScottBessent: "I think that Moody's is a lagging indicator… we didn't get here in the past 100 days. It's the Biden Administration and this spending that we had seen over the past 4 years. We inherited 6.7% deficit to GDP, the highest when we weren't in a recession, not in… pic.twitter.com/MSmwSYiRR4
— Rapid Response 47 (@RapidResponse47) May 18, 2025
อย่างไรก็ตาม มูดีส์ให้เหตุผลว่า หนี้ภาครัฐและแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดช่วงเวลานานกว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้ตัวเลขดังกล่าวของสหรัฐ “สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ” เมื่อเทียบกับประเทศอื่นซึ่งได้รับการจัดอันดับเครดิตให้อยู่ในระดับเดียวกัน
ขณะเดียวกัน มูดีส์คาดการณ์ว่า หนี้ของรัฐบาลวอชิงตัน จะเพิ่มขึ้นเป็น 134% ของจีดีพี ภายในปี 2578 จาก 98% เมื่อปี 2567
อนึ่ง เอสแอนด์พี เป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือแห่งแรก ที่ปรับลดเครดิตของรัฐบาลสหรัฐ เมื่อปี 2554 ตามด้วย ฟิตช์ เรตติงส์ ในอีก 12 ปีต่อมา โดยบริษัททั้งสองแห่ง ให้เหตุผลเกี่ยวกับภาระหนี้สินของรัฐ และ “มาตรฐานธรรมาภิบาลที่เสื่อมถอย” ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา.
เครดิตภาพ : AFP



