เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สถาบันสังคมประชาธิปไตย  คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) จัดเวทีประชาชนถกแถลงและอภิปราย “ข้อเสนอ ฮั้ว สว.จะจบอย่างไร?” โดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการ iLaw กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากทั้งตัวกฎหมายและคนที่บังคับใช้กฎหมายคือ กกต. ทำให้การตีความไม่ชัดเจนและก่อปัญหาถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ตนไม่อยากเรียกว่า นี่เป็นการฮั้ว สว. เพราะระบบออกแบบมาให้ฮั้วอย่างถูกกฎหมาย คือถ้าผู้สมัครมานั่งคุยกัน 5-6 คน ตกลงว่าเลือกกัน กฎหมายให้ทำได้หากไม่มีการแลกผลประโยชน์กัน ขณะที่การออกแบบกฎหมาย สัปดาห์แรกเลือกระดับอำเภอ เว้น 7 วันไปเลือกระดับจังหวัด และเว้นอีก 10 วันไปเลือกระดับประเทศ  ซึ่งถ้าไม่ต้องการให้ฮั้วก็ควรจัดให้เลือกติดต่อกัน 3 วันเลย แต่การที่กฎหมายออกแบบเว้นการเลือกแต่ละระดับนานขึ้น เป็นการออกแบบมาเพื่อให้ฮั้วโดยจงใจ แต่ห้ามจัดตั้งซื้อเสียง จ้างไปลงสมัครและการให้ผลประโยชน์ตอบแทน ดังนั้นที่เป็นคดีกันอยู่ตอนนี้ตนอยากเรียกว่าเป็นการโกงการเลือก สว.

นายยิ่งชีพ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีหลักฐานสำคัญ 3 ชิ้นว่าการเลือก สว. ที่ผ่านมาไม่ใช่การลงคะแนนโดยอิสระ ไม่ใช่กระบวนการตามปกติ คือ 1. ทุกกลุ่มจะมีผู้สมัครที่ได้คะแนนล้นกระดาน จากที่ กกต.เตรียมเอาไว้สูงสุดคือ 50 คะแนน แต่ปรากฏว่าแต่ละกลุ่มจะมีประมาณ 6 คนที่ได้คะแนนล้นกระดาน 60-70 คะแนน สูงสุด 79 คะแนน 2. มีรูปแบบการโหวตรอบแรกเลือกได้ 10 หมายเลขจาก 154 หมายเลข ปรากฏว่าทุกชุดมีการเขียนหมายเลขแบบเดียวกัน เรียงแบบเดียวกัน 10-20 ใบ ทั้งที่โอกาสจะเกิดการซ้ำได้แค่ 2 ใบก็น้อยมากๆ 3. มีกลุ่มผู้สมัคร สว.ที่ใส่เสื้อสีเหลือง แบบแกะออกจากซองใหม่ๆ ทับด้วยสูท และหอบแฟ้มจำนวนหลายร้อยคน หากมี 1 คนซื้อมาให้ถือว่าผิดเป็นการรับผลประโยชน์ ซึ่งข้อเท็จจริงก็ปรากฏชัดเจน พบเดินทางมาด้วยกันและกลับด้วยกันด้วยรถทะเบียนรถบุรีรัมย์ เพียงแค่นั่งรถคันเดียวกัน และมีแค่ 1 คนที่จ่ายแค่นี้ก็ผิดการให้ผลประโยชน์

“วันแรกๆ เราเรียกเขาว่า สว.สีน้ำเงิน แต่วันนี้เราพูดได้ตรงไปตรงมามากขึ้นโดยไม่ต้องอ้อมค้อม สว. กลุ่มหลักเป็นกลุ่ม สว.ที่มีความเกี่ยวพันกับพรรคภูมิใจไทย พูดกันตรงไปตรงมาเลยเพราะทุกอย่างเปิดเผยชัดเจน สว.ชุดปัจจุบันมีอย่างน้อย 6 คนที่เมื่อปี 2566 สวมเสื้อภูมิใจไทยสมัคร สส. แต่สอบตก ก็ลาออกและมาสมัคร สว. และได้เป็นสว.” นายยิ่งชีพ กล่าว และว่า ยังมี สว.อีกหลายคนที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานรัฐในยุคที่บิดานายอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่ง และรวมถึงสมัครนายอนุทิน และรัฐมนตรี หรือบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทยด้วย  นอกจากนี้ยังมีอีกเยอะ ดังนั้นเมื่อดูประวัติทุกคนชัดเจนว่า สว.ชุดนี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างแน่นแฟ้นกับพรรคการเมืองชื่อภูมิใจไทย และเมื่อเข้ามาทำงานก็นัดกันใส่เสื้อสีเหลือง เสื้อสีน้ำเงินไปประชุมวุฒิสภา เมื่อพรรคภูมิใจไทย เปลี่ยนทิศทางการโหวต สว. กลุ่มนี้ก็เปลี่ยนทิศทางการโหวตที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับภูมิใจไทย

นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันเรามีความหวังไม่มากกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพราะดีเอสไอไม่ได้มีอำนาจเยอะ ต้องไปก่ออำนาจทำงานร่วมกับ กกต. ดีเอสไอมีอำนาจสูงสุดแค่สรุปสำนวนว่าน่าจะมีความผิดและส่งฟ้อง และคนที่ตัดสินก็จะเป็นศาล ซึ่งกระบวนการก็ไม่น่าจะเร็วต่อให้เร่งสุดๆ คิดว่าก็คงเสร็จปลายปีนี้ แต่เมื่อไปขึ้นศาลก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีร้อยกว่าคน อาจติดภารกิจต้องเลื่อนการพิจารณา ดังนั้นจึงไม่คิดว่าจะเร็ว แต่การที่ดีเอสไอ เข้ามาทำคดี 2-3 เดือนที่ผ่านมาก็เป็นโอกาสที่ดีที่เกิดข้อถกเถียงในสังคม มีการเปิดข้อมูลจากดีเอสไอ และคนจำนวนมากที่ช่วยกันอธิบายว่ากระบวนการเลือก สว.ที่ผ่านมามีปัญหาไม่ปกติอย่างไร ทำให้ประชาชนร่วมกันรับรู้สถานการณ์จริง ข้อเท็จจริงได้มากขึ้น และหวังว่าประชาชนจะมีโอกาสรู้มากกว่านี้ และช่วยกันตระหนักถึงระบบการเลือก สว.อันเลวร้าย ที่มา สว.อันเลวร้ายและมองเห็นว่า สว.ชุดปัจจุบันไม่ได้ทำงานอย่างเป็นอิสระอย่างไร

“โอกาสน้อยมากที่ สว. กลุ่มใหญ่ร้อยกว่าคนจะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและออกจากตำแหน่งภายในระยะเวลาใกล้ แต่สิ่งที่น่ากลัวมาก คือ สว.กำลังจะลงมติเลือก กกต.ชุดใหม่ 1 คนเร็วๆ นี้ และอีก 2 คนปลายปีและอีก 2 คนประมาณต้นปีหน้า ดังนั้นหากเขายังคงทำงานอยู่ก็จะเลือก กกต. ที่จะมาบอกว่าคดีนี้จะฟ้องหรือไม่ฟ้อง จะพบความผิดหรือไม่มีความผิด ดังนั้น สว.ชุดนี้ก็จะเลือกคนมาตรวจสอบหรือไม่ตรวจสอบตัวเอง นี่คือวัฏจักรอำนาจการเมืองที่เลวร้ายมากในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ถ้าเราจะพออยู่กันได้กับ สว.ชุดปัจจุบันโอกาสเดียวที่พอจะเป็นไปได้คือขอร้องว่าอย่าพยายามใช้อำนาจอะไรมากเกินไป ท่านก็อยู่ของท่านไป ถึงวาระต้องโหวตขอให้โหวตโดยสุจริตใจ อำนาจที่เหลืออย่าพยายามใช้ เราก็พอจะอยู่ร่วมกันได้” นายยิ่งชีพ กล่าว

นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ สว. เพราะที่เรากลัวคือ สว.จะครบปี 2572 แล้วต้องเลือกสว.ต่อไปด้วยระบบปัจจุบัน เชื่อว่าคนที่เดินเกม ในปี 2567 เขารู้แล้วว่าจะทำอย่างไร แล้วคนที่อยากเป็น สว.ก็จะวิ่งไปหาเขาทั้งหมดและเชื่อว่า 200 คนนั้นเขาจะได้หมดเลย ดังนั้นไม่อยากให้ไปถึงตรงนั้น เราต้องเปลี่ยนแปลงให้ได้ แต่ถ้าวันนั้นไปถึง ส่วนตัวอายุถึงก็จะไปลงสมัครด้วย.