ใกล้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด ไม่ได้เป็นเพียงการปิดฉากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยืดเยื้อมายาวนาน แต่ยังจะจุดกระแสถกเถียงครั้งใหญ่ในสังคมว่า “ดีลล่ม” หรือ “ความยุติธรรมมีจริง” กันแน่!

โดยคดีชั้น 14 เข้าสู่กระบวนการค้นหาความจริง จนนำมาซึ่งมติแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวและรักษา “ทักษิณ ชินวัตร“ รวม 3 คน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” รมว.สาธารณสุข จะใช้อำนาจสภานายกพิเศษวีโตมติดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งกระบวนการจะต้องเสร็จสิ้นภายในเดือน พ.ค.นี้ โดยในวันที่ 26 พ.ค. มีรายงานข่าวว่าคณะกรรมการเสนอความเห็นสภานายกพิเศษเพื่อพิจารณาตามมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 นัดประชุมครั้งสุดท้าย ก่อนลงมติในวันที่ 27 พ.ค.นี้

ทำให้ปมเรื่องชั้น 14 รพ.ตำรวจ ยังเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญทางการเมือง และน่าจับตาว่า “เจ้ากระทรวงสาธารณสุข” จะใช้อำนาจการเป็นสภานายกพิเศษแพทยสภา วีโต้มติแพทยสภาหรือไม่ เพราะหากมีมติวีโต้มติแพทยสภา เรื่องกลับตาลปัตรยืดยาวออกไปอีก กระบวนการจะถูกลากยาวแพทยสภาจะต้องนำผลวีโต้มาหารือและลงมติในการประชุมใหญ่กรรมการแพทยสภาอีกครั้งในวันที่ 12 มิ.ย. 1 วันก่อนศาลฎีกาฯตัดสินคดีชั้น 14 ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ที่ “ทักษิณ” ต้องเดินทางไปศาลชี้แจงด้วยตัวเอง

ท่ามกลางกระแสข่าวลื่อเดินทางออกนอกประเทศไปยังประเทศกัมพูชา จนลูกสาวคนเล็ก ”แพทองธาร ชินวัตร“ นายกรัฐมนตรี ต้องออกมายืนยันว่า พ่อยังอยู่ในประเทศ ยังโทรศัพท์พูดคุยกันอยู่เลยว่า พ่อยังอยู่ที่บ้านจันทร์ส่องหล้าเหมือนเดิม ไม่ได้ไปไหนเลย  สำทับกับบรรดาคนใกล้ชิด “จักรภพ เพ็ญแข” อดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สยบข่าวลือว่า พอทำกิจกรรมมาก ก็หาว่าทำเกิน พอเงียบให้ นึกว่าจะสบายใจก็ดันเกิดจินตนาการฟุ้งซ่าน หันไปทำสิ่งที่เป็นกุศลลดความหมกมุ่นลงบ้าง ห่วงประเทศชาติกันบ้างก็ดี

มีการประเมินกันว่าคำพิพากษาคดีชั้น 14 จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างมาก หลังจากที่สังคมไทยเผชิญกับความคลางแคลงใจมาหลายปี หากผลตัดสินออกมาในเชิง “ไม่เอื้อประโยชน์” ต่อนายทักษิณ บวกรวมกับการลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้องอย่างตรงไปตรงมาจะเป็นหลักฐานชัดเจนว่ายังมี “ความยุติธรรมที่แท้จริง” ในประเทศนี้หรือไม่ ฉะนั้นคดีชั้น 14 เป็นจุดเปลี่ยนของกฎหมายไทยและการเมืองไทยอีกด้วย

นาทีนี้คงต้องโฟกัส “ผู้นำทางจิตวิญญาณ“ เลี่ยงไม่ต้องไปศาลอีกคงไม่ได้ เพราะในสำนวนคำสั่งศาลฎีกาฯ ระบุว่า ให้นัดพร้อม หรือนัดไต่สวน วันที่ 13 มิ.ย.68 ซึ่งคำว่านัดไปพร้อมกันทั้งโจทก์ และจำเลยซึ่งนายทักษิณเป็นจำเลย ต้องไปศาลฎีกาฯ ชี้แจงด้วยตัวเอง จึงต้องบอกว่า “ระทึกใจ” หนักหน่วงแน่ว่าจะออกหน้าไหน ท่ามกลางการจับตาจากหลายฝ่ายทุกฝีก้าวว่า “จะหนี” หรือจะสู้ต่อหรือไม่ !!