เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ออย Cancer Diary แชร์เรื่องราวสุดซึ้งและเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคนไทยทุกคน! เธอคือสาววัย 29 ปี ที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ แต่กลับตรวจพบ “มะเร็งปอดระยะที่ 4” แพร่กระจายทั่วปอดทั้งสองข้าง! อาการเริ่มต้นแค่ไอเรื้อรังธรรมดา แต่สุดท้ายกลับเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตในวันที่คิดว่าทุกอย่างกำลังไปได้ดี เธอรอดมาได้อย่างไรใน 5 ปีของการต่อสู้กับโรคร้าย? และอะไรคือสัญญาณเตือนที่ทุกคนต้องรู้? อ่านเรื่องราวของเธอ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมมะเร็งปอดจึงใกล้ตัวกว่าที่คิด

เรื่องราวของ “ออย” เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน ในวันที่ 24 มีนาคม 2563 ขณะที่เธออายุเพียง 29 ปี ชีวิตกำลังไปได้สวยในทุกด้าน เธอเป็นสาวออฟฟิศธรรมดาๆ ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่สูบบุหรี่ และตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ โดยที่ผล X-ray ปอดก็ปกติมาตลอด

แต่ก่อนที่จะทราบข่าวร้าย 2-3 เดือน ออยมีอาการ “ไอเรื้อรัง” เป็นการไอที่เบาๆ ไม่รุนแรง ไม่เจ็บคอ ไม่มีเสมหะ บางวันไอบ้างไม่ไอบ้าง แต่ก็ไม่หายสนิท เธอซื้อยาแก้ไอตามร้านขายยากินเอง แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น

จนกระทั่งวันหนึ่งเธอสังเกตเห็นความผิดปกติที่ชัดเจนขึ้น “เดินขึ้นบันไดสะพานลอยแล้วเหนื่อยมาก เหมือนใจจะขาด (ปกติไม่เหนื่อย)” ทั้งที่เดินออกกำลังกายบนพื้นราบ 5 กิโลเมตรได้สบายๆ นอกจากนี้ น้ำหนักตัวที่เคยคงที่ประมาณ 48 กิโลกรัม ก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ

เมื่ออาการน่าสงสัยมากขึ้น ออยจึงตัดสินใจไปตรวจหาสาเหตุ ผลตรวจเลือดทุกอย่างปกติหมด แต่ X-ray ปอดกลับพบ “จุดเล็กๆ ทั่วปอด” คุณหมอในตอนแรกสงสัยว่าเป็นวัณโรค เนื่องจากออยไม่มีประวัติเสี่ยง ไม่สูบบุหรี่ ครอบครัวไม่มีใครเป็นมะเร็ง และไม่ได้ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม

หลังจากตรวจวัณโรคแล้วไม่ใช่ จึงเริ่มตรวจหาโรคปอดอื่นๆ ก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เธอต้องเข้ารับการตรวจชุดใหญ่ ทั้ง CT Scan, อัลตราซาวด์ช่องท้อง, ตรวจภายใน และแม้กระทั่งตรวจ HIV “ร่างกายปกติหมดยกเว้นผล CT” ซึ่งคุณหมอเริ่มบอกแล้วว่ามีโอกาสเป็นมะเร็ง อาจจะเป็นมะเร็งที่อื่นกระจายมาที่ปอด หรือเป็นมะเร็งที่ปอดเอง

ในวัย 29 ปี ที่ร่างกายปกติทุกอย่าง ยกเว้นมีก้อนเล็กๆ เต็มปอด ออยถูกส่งตัวไปโรงพยาบาลปัจจุบันเพื่อส่องกล้องตัดชิ้นเนื้อในปอดไปตรวจ และผลชิ้นเนื้อก็ออกมาว่า เธอเป็น “มะเร็งปอดระยะที่ 4 ชนิดที่มียีนกลายพันธุ์ EGFR” โดยมีการลุกลามของก้อนมะเร็งทั่วปอดทั้งสองข้าง และต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง “ชีวิตก็เปลี่ยนไปเลย”

วันที่ต้องฟังผลการวินิจฉัย ออยต้องนั่งรถเข็นเข้าโรงพยาบาล ก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์ เธอนอนไม่ได้เลย ต้องนั่งหลับ ไอหนักมาก แต่น้ำหนักก็ลดลงเรื่อยๆ เหลือเพียง 39 กิโลกรัม เนื่องจากมะเร็งกำลังทำงานและแย่งอาหารไปหมด เธอมีอาการไอ หอบ เหนื่อย ออกซิเจนในเลือดต่ำ จนต้องแอดมิตนอนโรงพยาบาลและใช้เครื่องให้ออกซิเจนแบบแรงดันสูงช่วยหายใจ

หลังเริ่มการรักษาด้วย “ยามุ่งเป้า” ตัวแรกเพียง 3 สัปดาห์ อาการต่างๆ ก็หายไปทั้งหมด ไม่ไอ ไม่เหนื่อย ไม่ต้องใช้สายออกซิเจนแล้ว น้ำหนักจาก 39 กิโลกรัม เพิ่มกลับมาเป็น 44 กิโลกรัมก่อนออกจากโรงพยาบาล เพราะทีมคุณหมอและพยาบาลช่วยดูแลเรื่องอาหารอย่างเต็มที่

ผล CT Scan หลังกินยา 3 เดือน พบว่ามะเร็งยุบไปเยอะมาก ก้อนเล็กๆ จางลง และที่ต่อมน้ำเหลืองยุบหายไป เหลือเพียงก้อนหลักประมาณ 2 เซนติเมตร 1 ก้อน กับก้อนเล็กๆ ที่กระจายทั่วปอดก็ยุบลงเล็กมากๆ และคงที่มาตลอด 5 ปีของการรักษา

ออยผ่านการรักษามาหลายรูปแบบ ใน 3 ปีแรก เธอใช้ยามุ่งเป้า Gefitinib เป็นเวลา 17 เดือน และต่อด้วย Osimertinib อีก 17 เดือน แต่เมื่อเกิดอาการ “ดื้อยา” ทำให้ก้อนหลักกลับมาโตขึ้นเกิน 20%

ในปีที่ 4 เธอจึงเปลี่ยนมาใช้ “เคมีบำบัด (คีโม)” สูตร Carboplatin + Pemetrexed จำนวน 6 รอบ ซึ่งทำให้มะเร็งยุบลงได้ดีกว่าตอนกินยามุ่งเป้าเสียอีก หลังจากนั้นจึงคุมต่อด้วย Pemetrexed ตัวเดียวทุก 3 สัปดาห์ จนจบเข็มที่ 13 ผล CT Scan ทุก 3 เดือน มะเร็งก็ยังนิ่งดีมาก จนคุณหมอตัดสินใจให้พักยา 1 ปีเต็ม เพื่อพักฟื้นร่างกายและให้ออยได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ

เข้าสู่ปีที่ 6 ผล CT Scan ล่าสุด พบว่าก้อนมะเร็งหลักขยับตัวเล็กน้อย แต่โดยรวมยังถือว่าคงที่ ออยและคุณหมอจึงตัดสินใจกลับมาให้เคมีบำบัด Pemetrexed ตัวเดิมต่อ

ออยบอกว่าเธอโชคดีที่มะเร็งยังใจดีกับเธอมาก ไม่ลุกลามออกนอกปอดตลอด 5 ปีที่ผ่านมา และตอบสนองต่อการรักษาค่อนข้างดี นับตั้งแต่ 3 สัปดาห์แรกที่มะเร็งยุบตัว ระบบร่างกายส่วนอื่นๆ ก็แข็งแรงปกติดี ไม่เคยมีอาการแทรกซ้อน ไม่เคยน้ำท่วมปอด ไม่ว่าจะเป็นน้องตับหรือน้องไต ก็ยังทำงานได้ดี แม้จะผ่านการฉีดสี CT มาแล้วกว่า 20 ครั้ง

เธอสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ กินข้าวอร่อย นอนหลับสบาย หายใจปกติ ไปเที่ยวได้ เดินป่าได้ ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นดอยเชียงใหม่คนเดียวได้ ทำงานได้ โดยเฉพาะช่วง 3 ปีแรกที่คุมด้วยการกินยามุ่งเป้าเพียงวันละ 1 เม็ด เธอยิ่งใช้ชีวิตได้แทบไม่ต่างจากก่อนเป็นมะเร็งเลย

แม้จะผ่านมาได้ 5 ปี และกำลังเข้าสู่ปีที่ 6 ออยยอมรับว่าการเป็นมะเร็งนั้นไม่ง่าย เธอต้องต่อสู้กับ “ใจ” ของตัวเอง อดทนกับผลข้างเคียงของการรักษา และการที่บางครั้งไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ ต้องพึ่งพาคนรอบข้างมากขึ้น “เป็นมะเร็ง ยังไงก็ไม่สบายค่ะ แต่อยู่ในขอบเขตที่ “หัวใจ และกาย” ออยอดทนได้”

เธอทิ้งท้ายข้อคิดอันลึกซึ้งว่า “ถ้าเลือกชีวิตได้ ก็คงไม่มีใครอยากเป็น ‘มะเร็ง’ แต่ในวันที่ผลออกมาแล้วว่า.. เรานั้นเป็นมะเร็ง เราเลือกไม่ได้แล้วล่ะ ยอมรับความจริงตรงหน้า แล้วหายใจต่อ” ทางเลือกที่เรายังมีคือการใช้ชีวิตต่อไปกับ “ลมหายใจที่เรายังมี” อยู่ตรงนี้

ออยยังฝากข้อคิดให้ทุกคนใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นการให้อภัยตัวเองและผู้อื่น การบอกรัก ขอบคุณ คิดถึง หรืออ้อมกอด เพราะ “เราไม่รู้ว่ามีวันพรุ่งนี้รอเราอยู่หรือเปล่า” เธอเน้นย้ำให้ทุกคนรักตัวเองให้มากๆ ให้กำลังใจตัวเอง ดูแลรักษาตัวเองดีๆ กินข้าวให้อิ่ม นอนให้สบาย แล้วความรักของเราจะแผ่ไปรอบๆ เอง “ไม่ต้องเก่ง ต้องดี ต้องเข้มแข็งเท่าใคร เอาเท่าที่ ‘ใจ’ เราไหวก็พอ” และเชิญชวนให้มาเดินทางไปด้วยกันในปีที่ 6 ของการต่อสู้กับมะเร็งนี้

ขอบคุณออย Cancer Diary